มะเร็งตับอ่อนกับพฤติกรรมโคตรเสี่ยง

ตับอ่อน คือ หนึ่งในอวัยวะสำคัญที่อยู่ในส่วนของระบบทางเดินอาหาร โดยมีรูปร่างลักษณะ เป็นต่อมทรงยาวรีคล้ายใบไม้ ตำแหน่งในร่างจะอยู่ด้านหลังกระเพาะอาหารใกล้กับลำไส้เล็กส่วนต้น หน้าที่ของตับอ่อน คือ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเซลล์จากต่อมมีท่อที่มีหน้าที่สร้างน้ำย่อยอาหารโดยเฉพาะไขมัน โดยน้ำย่อยจะผ่านเข้าไปในลำไส้เล็กผ่านทางท่อตับอ่อน

โรคมะเร็งตับอ่อน แค่ชื่อก็คงทราบแล้วว่า เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นบริเวณตับอ่อน ซึ่งปัจจุบันสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดเช่นเดียวกับมะเร็งส่วนอื่นๆ ของร่างกาย แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถบ่งบอกถึงปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะนำพาหรือก่อให้เกิดมะเร็งตับอ่อนได้ ดังนี้

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งตับอ่อน

  • พันธุกรรม หากในครอบครัวของเรามีคนเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนหรือเคยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนมาก่อน ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็น
  • เป็นเพศชาย อายุ 60-65 ปี จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนในเพศ และวัยอื่นๆ
  • เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานานหลายปี
  • เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน มาก่อนอยู่แล้ว

พฤติกรรมเสี่ยงโรคมะเร็งตับอ่อน

  • ไม่ควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • รับประทานอาหารมัน อาหารทอด มากเกินไป
  • สูบบุหรี่จัด
  • ดื่มแอลกอลฮอล์มากเกินไป

อาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งตับอ่อน

  • มีอาการเจ็บปวดที่บริเวณช่องท้องส่วนบน และร้าวไปถึงทางด้านหลัง
  • มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง
  • สีของปัสสาวะเข้มขึ้น
  • รู้สึกว่าอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมากไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  • ถ่ายอุจจาระแล้วเห็นคราบมัน เพราะตับอ่อนเริ่มย่อยอาหารประเภทไขมันไม่ได้
  • ในระยะที่ก้อนมะเร็งใหญ่ขึ้น อาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
  • ในผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการของโรคเบาหวานร่วมด้วย

วิธีป้องกันโรคมะเร็งตับอ่อน
ในปัจจุบัน โรคมะเร็งตับอ่อน ยังคงไม่สามารถใช้วิธีตรวจคัดกรองเบื้องต้นได้ ดังนั้นเราจึงควรที่จะดูแลตัวเองให้มากๆ และทำทุกวิธีทางที่จะป้องกันให้ดีที่สุด โดยมีวิธีป้องกันมาแนะนำกัน ดังต่อไปนี้

  • พยายามไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • ควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • หากเป็นโรคอ้วนให้ลดน้ำหนัก หากเป็นโรคเบาหวานควรควบคุมอาการของโรคให้ดี
  • งดสูบบุหรี่ และงดดื่มแอลกอฮอล์
  • รับประทานอาหารไขมันต่ำ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที-1 ชั่วโมง
  • เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

ไข่เยี่ยวม้า อันตรายหรือปลอดภัย

เพื่อนของเราคนหนึ่งเป็นคนที่ชอบทานไข่เยี่ยวม้ามากค่ะ เห็นสั่งอาหารทานทีไร ทุกเมนูจะต้องประกอบไปด้วยไข่เยี่ยวม้า ไม่ว่าจะเป็นกระเพราไข่เยี่ยวม้า ผัดฉ่าไข่เยี่ยวม้า ผัดพริกแกงไข่เยี่ยวม้า ยำไข่เยี่ยวม้า และอีกสารพัดเมนูที่ไม่เคยขาดไข่เยี่ยวม้า ทานจนเราสงสัยว่าทานไข่เยี่ยวม้าบ่อยขนาดนี้ จะเป็นอันตรายกับร่างกายหรือไม่ ไข่เยี่ยวม้าทำมาจากอะไร มีวิธีสังเกตไข่เยี่ยวม้าที่ปลอดภัยต่อร่างกายหรือไม่ วันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลมาฝากกันค่ะ

ไข่เยี่ยวม้า คืออะไร?
ไข่เยี่ยวม้าเป็นผลผลิตจากการการถนอมอาหารประเภทไข่อย่างหนึ่ง เหมือนกับการทำไข่เค็มที่นำไปดองเกลือ แต่สำหรับไข่เยี่ยวม้า จะทำการถนอมอาหารด้วยการพอกด้วยปูนขาวผสมใบชา เกลือป่น และขี้เถ้าที่นวดด้วยน้ำเย็น หรืออีกวิธีหนึ่งคือ นำไปแช่ในน้ำที่มีส่วนผสมของสารละลายเบส ที่มีปูนขาว เกลือ โซดาแอช ชาดำ และสังกะสีออกไซด์

นอกจากสูตรดังกล่าว ผู้ผลิตบางรายอาจมีสูตรทำแตกต่างจากนี้ได้เล็กน้อย

ไข่เยี่ยวม้า อันตราย?
ปัจจุบันมีพ่อค้าแม่ค้าบางรายที่แอบใช้สารตะกั่วออกไซด์ หรือซัลไฟด์ลงในส่วนผสมที่ใช้พอกหรือแช่ เพื่อช่วยให้ไข่กลายเป็นไข่เยี่ยวม้าได้เร็ว และเห็นผลมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ไข่เยี่ยวม้าที่ผลิตมีสารตะกั่วปนเปื้อนได้

อันตรายจากสารตะกั่วในไข่เยี่ยวม้า
หากเราทานอาหารที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่บ่อยๆ อาจทำให้มีอาการท้องผูก และส่งผลต่อการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์ไขกระดูก ระบบประสาท ไต หรืออาจเลยไปถึงกล้ามเนื้อกระดูกข้อมือ ข้อเท้า ที่อาจเกิดอาการอัมพาต หรือสมองบวม ชัก และอาจถึงเสียชีวิตได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้รับสารตะกั่วปนเปื้อนในอาหารนานนับเดือน ดังนั้นหากไม่ได้ทานไข่เยี่ยวม้าที่ปนเปื้อนสารตะกั่วอยู่เป็นประจำ ก็พอจะวางใจได้ว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากนัก

วิธีสังเกต ไข่เยี่ยวม้า ปนเปื้อนสารตะกั่วหรือไม่?
วิธีสังเกตสารตะกั่วปนเปื้อนอย่างง่ายๆ คือสังเกตที่ไข่ขาว ว่ามีสีดำมากเกินไปหรือไม่ อาจจะเป็นลักษณะสีดำขุ่น ไม่ใช่สีน้ำตาลเข้มใสๆ อย่างที่เคยเห็นกัน ถ้าผิดสังเกตแบบนี้ขอให้สันนิษฐานว่าเป็นไข่เยี่ยวม้าที่ปนเปื้อนสารตะกั่วจากขั้นตอนการทำไข่เยี่ยวม้า

ทานไข่เยี่ยวม้าอย่างไรถึงจะปลอดภัย?
เลือกผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน และเชื่อถือได้ในเรื่องของคุณภาพ ลักษณะของไข่ไข่ขาวจะต้องเป็นสีน้ำตาลใส ไม่ดำเกินไป และไม่ขุ่น นอกจากนี้ควรเลือกทานไข่เยี่ยวม้าอยากหลายๆ ผู้ผลิต เพื่อไม่ให้ได้รับสารบางอย่างติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป และสุดท้ายถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรทานไข่เยี่ยวม้าบ่อยจนเกินไป ควรเลือกทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันนานเกินไป เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลายเพียงพอต่อการดำเนินชีวิตค่ะ

เผยเคล็ดลับการดูแลตับอย่างไรให้แข็งแรง

            คุณคยสังเกตไหมว่าอวัยวะภายในของเราอันไหนอ้วนและโตที่สุด

คำตอบก็คือตับ โดยตับของผู้ใหญ่นั้นทีมแพทย์ได้ทำการส่อองกล้องจุลทัศเข้าไปดูพบว่าตับปกติจะมีน้ำหนักราว 1.3 ถึง 3.0 กิโลกรัม และจะมีลักษณะเฉพาะคือนุ่มเหมือนกับฟองน้ำที่เราใช้ในการล้างจาน แต่สีจะต่างจากฟองน้ำเพราะตับจะมีสีชมพูอมน้ำตาลหรือจะออกแดงๆก็ว่าได้ และตับเป็นอวัยวะภายในที่วัดจากมวลทั้งหมดในร่างกายของเราที่ร่วมทั้งภายในและภายนอกโดยตับมีขนาดใหญ่มากที่สุดแค่ยังเป็นอันดับสอง รองจากผิวหนังของเราที่ห่อหุ่มร่างกายเอาไว้ และตับนั้นยังเป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย

ตำแหน่งที่ถูกต้องของตับจะวางตัวของมันอยู่ในทางด้านขวาบนของช่องท้องของเรา และอยู่ใต้กะบังลม หากลองเอามือไปกดตรงใต้ซี่โครงก็จะสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของตับ

นอกจากนี้ความยาวของตับบางส่วนยังมีขนาดที่ยาวเกิดจนไปวางอยู่บนกระเพาะอาหารอีกด้วย โดยทิศทางของปลายทางด้านซ้ายสุดของตับนั้นจะเป็นเหมือนลูกศรที่จะชี้ไปทางม้าม ชิ้นส่วนด้านล่างสุดของตับยังมีอวัยวะที่เป็นลักษณะของถุงน้ำดีที่วางตัวอยู่ใต้ตับอีกด้วย

หากคุณลองจิตนาการตามดูลำดับในช่องท้องของเรานั้นอันแรกเลยก็จะเป็นตับที่เป็นขนาด 1 ต่อ 3 จากจำนวนทั้งหมดในช่องท้อง ต่อมาก็จะเป็นถุงน้ำดีของเราที่นอนอยู่ทางด้านซ้ายล่างของตับและถัดมาก็จะเป็นลำไส้ใหญ่ที่ขดเป็นวงกลมล้อมรอบลำไส้เล็กอยู่ ทุกๆอย่างในกระเพราะหรือช่องท้องของเราจำทำงานเป็นขั้นเป็นตอนเป็นลำดับเหมือนกับหุ่นยนต์โดยเริ่มแรกอาหารจะถูกส่งมายังตับก่อนและตับก็จะส่งต่อไปยังถุงน้ำดีในส่วนที่เป็นสารพิษและต่อมาก็จะส่งไปยังลำไส้ต่างๆ

หากถามว่าเรามีวิธีหรือ เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง ไหม? 

แน่นอนคะว่ามีอย่างแน่นอน แต่เราต้องดูแลตั้งแต่เริ่มแรกนั้นก็คืออย่ารอให้ตับของเราเป็นอะไรไปเสียก่อน หรือเริ่มดูแลตั้งแต่แรกๆที่ตับยังแข็งแรงอยู่นั้นเอง และในสมัยนี้ต้องบอกว่าวิธีการดูแลมีค่อนข้างมาก อาจจะด้วยการออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์และบำรุงตับโดยเฉพาะหรือแม้กระทั่งสมุนไพรที่บำรุงตับเองก็มีผลิตขึ้นมาแล้ว

ข้อเท้าแพลง (ankle sprain) รับมือได้

ข้อเท้าแพลง (ankle sprain) เป็นอุบัติเหตุที่ขึ้นโดยที่เราไม่ได้คาดคิด ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ข้อเท้าแพลงนั้นก็มีหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากอุบัติเหตุรอบตัว การออกกำลังกาย เป็นต้น

สาเหตุหลักๆที่ทำให้ข้อเท้าแพลงคือ

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ในปัจจุบันสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเท้าแพลงมาจากอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆเป็นส่วนใหญ่ เช่น ตกบันได ก้าวพลาด ตกส้นสูง เท้าพลิก เป็นต้น

อุบัติเหตุจากการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา
อาการเท้าแพลงที่เกิดขึ้นมากที่สุดจะมาจากการออกกำลังกายโดยอาการที่เท้าแพลงที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะมาจากการที่เอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเท้านั้นฉีกขาด เลยทำให้ข้อเท้าไม่มั่นคง ซึ่งกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการเท้าแพลงนั้น เช่น วิ่ง หกล้ม เล่นกีฬาข้อเท้าพลิก เป็นต้น

อุบัติเหตุจากการสวมรองเท้าที่ไม่เหมาะกับขนาดเท้า โดยสำหรับคุณผู้หญิงที่ใช้รองเท้าส้นสูงจะเพิ่มโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ข้อเท้าพลิกขณะสวมใส่ทำกิจกรรมได้

ลักษณะอาการเบื้องต้น

ระดับที่ 1 : มีอาการปวด บวม กดแล้วเจ็บ ที่บริเวณเท้า

ระดับที่ 2 : เอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเท้ามีการฉีกขาดบางส่วน ปวด บวม ที่บริเวณเท้ามาก

ระดับที่ 3 : ระดับนี้รุนแรงที่สุด เอ็นที่บริเวณเท้ามีการฉีกขาดทั้งหมด เดินลงน้ำหนักไม่ได้

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อข้อเท้าแพลง

Δ หลักการ R.I.C.E

  • R-Rest นั่งพักเพื่อสังเกตอาการจากข้อเท้าแพลงว่ารุนแรงไหม
  • I-ICE ประคบเย็นเพื่อลดบวมและช่วยให้เลือกออกน้อยลง โดยประคบเย็นประมาณ 15 นาที ทุกๆ 2 ชม. ข้อห้ามไม่ควรประคบร้อน หรือนวดบริเวณที่เกิดการบาดเจ็บในระยะแรกเพราะจะทำให้บวมมากยิ่งขึ้น
  • C-Compression ใช้ผ้าพันบริเวณที่บวม และพยายามไม่เคลื่อนไหว ถ้าไม่จำเป็นเพราะจะทำให้ ปวดในบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ
  • E-Evaluation ยกปลายเท้าให้สูงขึ้น เพื่อลดบวมและลดความเจ็บปวด

พบแพทย์

เมื่อเราได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ โดยแนวทางการรักษาทางการแพทย์มีดังนี้

  • ซักประวัติและตรวจร่างกายโดยเฉพาะบริเวณที่มีอาการปวด
  • พิจารณาตรวจทางรังสีเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีกระดูกหัก
  • โดยทั่วไปจะใช้เวลารักษา 6-8 สัปดาห์ แต่ภาวะข้อเท้าบวมจะหายก่อน
  • พักเท้าให้มากที่สุด อาจจะใส่เผือก หรือใช้ผ้าพัน และอาจจะใช้ไม้เท้าช่วยพยุงน้ำหนัก
  • การประคบน้ำแข็งให้กระทำทันที่ที่ได้รับอุบัติเหตุซึ่งจะช่วยลดอาการอักเสบได้มาก
  • ใช้ผ้าพันหรือใส่เผือกเพื่อลดอาการบวม
  • ให้ยกเท้าสูงเพื่อลดอาการบวม

ผลกระทบที่เกิดขึ้น

ผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อเราข้อเท้าแพลงนั้นคือ มีโอกาสเท้าพลิกได้ง่ายกว่าคนทั่วไป มีอาการปวดข้อเท้าหรือกระดูกข้อเท้าเรื้อรัง โดยทั้งนี้เมื่อเราเกิดอาการเท้าแพลง ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้น และรอดูอาการถ้าไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ทันที

รู้เท่าทันมะเร็งปอด

มะเร็งปอด

มะเร็งปอดมีกี่ระยะ

มะเร็งปอดแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ไม่ต่างจากโรคมะเร็งชนิดอื่น

– มะเร็งปอดระยะที่ 1 ก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดเล็ก และยังไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง

– มะเร็งปอดระยะที่ 2 ก้อนเนื้อขนาดโตขึ้น และเริ่มลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด

– มะเร็งปอดระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งโตขึ้นมาก และลุกลามเข้าเนื้อเยื่อข้างเคียงหรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองในช่องอก หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองเหนือไหปลาร้า

– มะเร็งปอดระยะที่ 4 โรคมะเร็งแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เกิดน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด หรือแพร่กระจายเข้าสู่กระแสโลหิตไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ คือ ตัวปอดเอง กระดูก สมอง และตับ

มะเร็งปอด ตรวจพบไว โอกาสหายยิ่งมาก

การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการตรวจจากเสมหะ การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ การทำ CT Scan หรือการเอกซเรย์ปอด แต่การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในขณะนี้ก็คือการตรวจมะเร็งปอดด้วย PET scan ซึ่งกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งปอดควรเข้ารับการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดอัตราเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคนี้นะคะ

มะเร็งปอด ใครเสี่ยงบ้าง กลุ่มไหนควรตรวจมะเร็งปอดที่สุด

สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งปอด ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยโดยเร็วที่สุด โดยกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งปอด มีดังนี้

– ผู้ที่มีอายุระหว่าง 55-74 ปี ร่วมกับมีประวัติสูบบุหรี่อย่างน้อย 30 pack years และหยุดสูบบุหรี่มาน้อยกว่า 15 ปี

– ผู้ที่มีอายุอย่างน้อย 50 ปี ร่วมกับมีประวัติการสูบบุหรี่อย่างน้อย 20 pack years และมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดนอกเหนือจากกลุ่มควันบุหรี่มือสอง อย่างน้อย 1 อย่าง ดังนี้

+ มีประวัติสัมผัสแร่ใยหิน ก๊าซเรดอน หรือสารก่อมะเร็งอื่น ๆ

+ มีประวัติเป็นมะเร็งชนิดอื่นในร่างกาย

+ มีประวัติเป็นโรคปอดเรื้อรัง

+ มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปอด

หากใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว ควรตรวจเช็กสุขภาพอย่างละเอียดและเข้ารับการตรวจ PET scan สักครั้งด้วยนะคะ

 

มะเร็งปอด รักษาอย่างไร

การรักษามะเร็งปอดมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน ขึ้นอยู่กับระยะมะเร็งปอดที่เป็น รวมไปถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วยด้วย โดยวิธีรักษามะเร็งปอดมีอยู่ด้วยกัน 5 ทางเลือก ดังนี้

1. การผ่าตัด

มักจะใช้รักษามะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น ไปจนถึงระยะที่ 3 เฉพาะในรายที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าหากผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก เนื้อปอดที่หลงเหลืออยู่จะเพียงพอต่อการหายใจ ทั้งนี้ขนาดของปอดที่ตัดออกจะขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของมะเร็ง ซึ่งแพทย์อาจเลือกตัดปอดบางกลีบหรือตัดออกทั้งกลีบ หรือตัดปอดออกทั้งข้าง ร่วมกับอวัยวะอื่น ๆ ที่เซลล์มะเร็งลุกลามไปด้วย เช่น กลีบปอดร่วม หรือเนื้อเยื่อที่กั้นกลางช่องอก เพื่อตัดเอาเซลล์มะเร็งออกให้มากที่สุด

2. การฉายแสง

รังสีรักษาหรือการฉายแสงจะใช้รักษามะเร็งปอดที่ไม่สามารถผ่าตัดเซลล์มะเร็งออกได้ หรืออาจใช้การฉายแสงกับผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ผ่าตัดเซลล์มะเร็งออกไปไม่หมดหรือคาดว่าเซลล์มะเร็งอาจงอกขึ้นมาอีกได้หลังจากการผ่าตัด อย่างไรก็ตามการฉายสีรักษามะเร็งปอดยังช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยมะเร็งปอดได้ เช่น ในผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีการอุดกั้นของหลอดเลือดดำใหญ่ มีอาการปวดกระดูก หรืออาการทางสมอง เป็นต้น

3. เคมีบำบัด

วิธีนี้มักให้ผลการรักษาที่ดีกับผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีสภาพร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ และมีเซลล์มะเร็งในร่างกายค่อนข้างน้อย โดยการใช้เคมีบำบัดรักษามะเร็งปอดจะช่วยกำจัดและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ทั่วร่างกาย ทั้งนี้การให้ยาเคมีบำบัดจะเป็นในรูปยาฉีดเข้าเส้น และมักจะใช้ยาหลายตัวร่วมกันเพราะให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพกว่าการใช้ยาตัวเดียว

4. การรักษาแบบเฉพาะเจาะจง

หรือการรักษามะเร็งปอดด้วยการให้แอนติบอดี้ต่อเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่ไม่ส่งผลไปยังเซลล์ปกติของร่างกาย ซึ่งจะช่วยลดผลข้างเคียงของการรักษา ต่างจากการทำเคมีบำบัด

5. การรักษาแบบผสมผสาน

การรักษามะเร็งปอดโดยทั่วไปแพทย์มักจะพิจารณาใช้หลาย ๆ วิธีรักษาร่วมกัน อย่างการผ่าตัดร่วมกับการทำเคมีบำบัด การผ่าตัดร่วมกับการฉายแสงรักษา เนื่องจากผลลัพธ์ของการรักษาและผลข้างเคียงของการรักษาในแต่ละวิธีมีความต่างกัน ดังนั้นแพทย์จึงจำเป็นต้องเลือกใช้วิธีรักษาที่เหมาะสมกับอาการและสภาพร่างกายของผู้ป่วยด้วย

สังเกตไหมว่าทำไมหิวบ่อย กินเยอะกว่าปกติ

เคยรู้สึกไหมว่าทำไมกินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม ทำไมยังรู้สึกหิวโหยไม่รู้จบ แล้วเมื่อไหร่จะหุ่นดีกับเค้าสักที?
ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ใช่ความหิวเท่านั้น เพราะเมื่อเราหิว เรามักจะหาอะไรทานเข้าไปให้พออิ่มท้องได้ ร่างกายมักจะตอบสนองว่าได้รับอาหารแล้ว อิ่มแล้ว เพียงพอที่ระบบต่างๆจะทำงานได้อย่างไม่สะดุด

แต่ความอยากหรือความโหยนั้นจะมีอาการที่เกินความควบคุม เหมือนกับว่าร่างกายของเราต้องการอาหารมากเป็นพิเศษโดยไม่สนว่าเรากินไปเยอะแค่ไหนแล้ว

ซึ่งอาจมาจากสาเหตุที่พบได้ทั่วไป เช่น เว้นจากการทานอาหารเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง น้ำตาลในเลือดต่ำ นอนน้อย หรือเกี่ยวกับความไม่สมดุลของฮอร์โมนบางชนิด (พบได้มากในเพศหญิง)

แต่ความหิวโหยหรือความต้องการอาหารมากผิดปกตินั้นยังมีสาเหตุที่อาจทำให้คุณประหลาดใจได้อีก อย่าง 5 สาเหตุข้างล่าง ดังนี้

1. สลัดผักมื้อเที่ยงที่แสนเฮลตี้
คุณอาจสงสัยกินสลัดมันจะเกี่ยวอะไรกับความอยากอาหาร มันก็คงไม่เกี่ยวถ้าคุณทานสลัดกับข้าวหรือสเต็กด้วยน่ะสิ แต่สาวๆที่รักสุขภาพทั้งหลายเลือกที่จะทานสลัดแบบเบาๆเพื่อแคลอรี่ที่น้อยและไม่อ้วน

แต่หารู้ไม่ว่าสลัดเพียงจานเดียวมันทำให้อิ่มแค่ชั่วคราวเท่านั้น อย่างมากก็ไม่เกิน 4 ชั่วโมง

ดังนั้น ถ้ามื้อเที่ยงของคุณคือสลัดผักสุดเฮลตี้เพียง 1 จาน ไม่เกิน 4 โมงเย็นคุณจะเริ่มรู้สึกต้องการขนมจุบจิบ เริ่มฝันหวานถึงคุ้กกี้ เค้กนุ่มๆ ชาไข่มุกสักแก้ว คาปูชิโน่ หรือไม่ก็คิดไปถึงสปาเก็ตตี้ พิซซ่า กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็โหยจนทนไม่ไหวแล้ว

เมื่อเรามีความต้องการอาหารมากเป็นพิเศษ เรามักจะไม่อยากกินหรอกพวกอาหารคลีนหรืออาหารที่ดีต่อสุขภาพ เรามักจะอยากกินแต่ของที่อ้วนๆ ไม่ว่าจะอาหารรสจัด ขนมหวาน ของทอดน้ำมันเยิ้ม หรืออะไรก็ตามที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ

และนี่ถึงเป็นสาเหตุว่าทำไมการไดเอทไม่ได้ผลสักที ก็เพราะอาหารที่กินน่ะเฮลตี้จริงแต่มันไม่เพียงพอที่จะทำให้อิ่มอย่างเพียงพอ ร่างกายก็เลยต้องส่งสัญญาณแห่งความหิวให้เรารู้ว่าร่างกายต้องการสารอาหารมากกว่านี้นะ

สำหรับคนที่ทำแบบนี้อยู่ ให้เปลี่ยนเป็นทานอาหารมื้อปกติดีกว่า ใครบอกว่าการไดเอทที่ดีคือทานอาหารแคลอรี่น้อยเข้าไว้ ถ้าอยากไดเอทให้ได้คุณภาพ อิ่มอร่อยและไม่อ้วนด้วย ให้ทานมื้อเที่ยงในปริมาณที่พอเหมาะ มีคาร์บ โปรตีนและผักสดมากเท่าที่คุณต้องการก็ได้ เพียงเท่านี้อาการหิวโหยอยากอาหารก็จะน้อยลง แถมคุณยังมีพลังงานเพียงพอไปตลอดวันอีกด้วย

2. อารมณ์ของเจ้านาย
บรรยากาศการทำงานมีผลอย่างมากต่อความหิวโหย เนื่องจากความเครียดก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สาวๆหลายคนกินอย่างกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์

กินเบื่อระบายความเครียดจากการทำงาน โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียด เช่น ไม่สบอารมณ์กับเจ้านาย ต้องเร่งทำงานให้ทันเดดไลน์ หรือสภาวะต่างๆในที่ทำงานที่ยกระดับฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตที่มีหน้าที่ควบคุมเมตาบอลิซึ่ม ซึ่งทำให้เรารู้สึกหิว ต้องการของหวานและน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้

วิธีแก้คือ ถ้าเกิดบรรยากาศที่ทำงานเริ่มไม่ค่อยดี คุณเริ่มรู้สึกกังวลและตึงเครียด ให้ขอเวลาพักสัก 5 นาทีและเดินไปเข้าห้องน้ำหรือไปสูดอากาศให้เต็มปอดเพื่อคลายความวิตกกังวลแทนที่จะเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อหาอะไรกินแก้เครียด

พยายามอยู่ให้ห่างไกลความเครียดเอาไว้ ถ้าทำไม่ได้จริงๆก็ฝึกสติ และหัดมองโลกในแง่ดีแทน ก็จะพอช่วยให้เราห่างไกลจากของกินอ้วนๆและความหิวโหยที่จะทำร้ายเราภายหลังได้

3. ชีวิตเฉื่อยไปหรือเปล่า
เมื่อคนเรามีชีวิตที่สนุก น่าสนใจและเต็มไปด้วยรื่นรมย์ เรามักจะรับประทานอาหารน้อยลงหรือไม่ค่อยอยากกินขนมจุบจิบมากนัก แต่ในทางตรงกันข้าม

ถ้าชีวิตขาดสีสัน ไม่มีอะไรน่าสนใจ เรื่อยๆเฉื่อยๆไปวันๆ มีแนวโน้มสูงมากที่คนเราจะวิ่งเข้าหาของกินเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณที่กำลังโหยหาบางสิ่งบางอย่าง หรือเรียกง่ายๆว่า กินเพื่อจะรู้สึกดี กินเพื่อมีความสุข

นอกจากนี้ ความรื่นรมย์ในชีวิตยังหมายถึงเรื่องความรักกุ๊กกิ๊กด้วย เมื่อคนเรามีความรักที่ดี อารมณ์ก็ย่อมสดใส รวมไปถึงเมื่อเรื่องบนเตียงมีชีวิตชีวา สดใสซาบซ่าจนไม่ต้องการน้ำแดงโซดาหรือของหวานใดๆ มนุษย์เราก็ย่อมที่จะไม่ต้องการขนมหวาน แป้ง น้ำตาล อาหารที่ไม่จำเป็นมาเติมเต็มส่วนที่ขาด

ดังนั้น ถ้าตอนนี้ใครรู้ตัวว่าชีวิตกำลังเรื่อยๆเฉื่อยๆ คิดอะไรไม่ออกนอกจากกินแล้วละก็ รีบเปลี่ยนพฤติกรรมด่วน เริ่มรู้จักหากิจกรรมอื่นทำบ้าง เช่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง เล่นกีฬากับเพื่อน เดินเล่นกับน้องหมา พาพ่อแม่ไปทานข้าว หรือแม้แต่เรียนรู้ที่จะเติมความหวานให้คู่รักอีกครั้ง

เชื่อสิว่าถ้าเรามีชีวิตที่ดี มีความสุข เราก็จะรับประทานแค่พออิ่มและเพียงพอต่อความต้องการของเรา แทนที่จะสวาปามเข้าไปเหมือนเดิม

4. กลัวไขมัน
ในโลกนี้มีแต่คนกลัวความอ้วนเต็มไปหมด ดังนั้นสินค้าใดที่เคลมว่ากินแล้วดี กินแล้วไม่อ้วน ของ low fat ทั้งหลาย มักจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นมุมมองของคนในสังคมว่ากลัวความอ้วนขนาดไหน

แต่ทำไมหลายคนที่เกลียดความอ้วนถึงยังอ้วนอยู่ ทั้งๆที่ตั้งใจหลีกเลี่ยงอาหารที่กินแล้วอ้วน บางคนถึงกับพูดแบบติดตลกว่า ยังไม่ทันกินเลย แค่ดมก็อ้วนแล้ว ไขมันก็ไม่กิน เนื้อสัตว์ก็แทบไม่แตะ วันๆแทบไม่กินอะไรเลย กินแต่ทุกอย่างที่เขียนว่าโลว์แฟต อดทนหิวมาตลอดแต่ทำไมไม่ผอมสักทีเนี่ย

จะบอกให้ว่า แค่กลัวอ้วนและกินน้อยไม่ได้หมายความว่าร่างกายเราจะโอเคนะ ร่างกายของเราฉลาดมากในการปรับตัวก็จริง แต่ถ้าเราทำอะไรที่ตึงเกินไป มันก็จะส่งสัญญาณมาเตือนได้เช่นกัน เช่น คนที่ไม่ทานของที่ปรุงด้วยน้ำมันเลย ร่างกายก็จะโหยหาไขมันที่ดีต่อร่างกาย และเริ่มสงสัญญาณเตือนเราให้รับประทานอาหารที่มีไขมันเดี๋ยวนี้นะ ถ้าเธอไม่กินตอนนี้ ระบบร่างกายอาจจะรวนแล้วนะ

แต่เพราะว่าร่างกายพูดภาษาคนไม่ได้ เราก็เลยแปลความรู้สึกนั้นผิดๆเป็นความอยากกินไอศกรีม เฟรนฟราย ขนมปังชีสเยิ้มๆ แทนที่จะเป็นไขมันที่แสนมีประโยชน์จากอาหารจำพวกถั่วอัลมอนด์ อโวคาโด้ หรือน้ำมันมะพร้าวแทน

วิธีแก้คือ อย่ากลัวไขมัน อย่าคิดว่าไขมันคือความอ้วน ถึงแม้ว่าร่างกายเราจะมีไขมันส่วนเกิน แต่การกินอาหารที่มีไขมันเข้าไปไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกายเรามีไขมันส่วนเกินที่เรารังเกียจหรอก แต่เป็นเพราะขนม ของหวาน พวกแป้งและน้ำตาลที่เราสวาปามเข้าไปยามที่เราอยากกินนี่แหละที่แปลงสภาพเป็นไขมันส่วนเกินในร่างกายของเรา ถ้าใครรู้ตัวว่ากำลังทำอยู่ เปลี่ยนนิสัยด่วน

5. ดื่มน้ำไม่เพียงพอ
สภาวะร่างกายขาดน้ำคือสาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดภาวะอยากอาหารเป็นพิเศษ ร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 70% เราจึงต้องการน้ำดื่มสะอาดไปหล่อเลี้ยงระบบต่างๆในร่างกายเราให้ทำงานอย่างเป็นปกติ บางคนอาจเถียงว่าฉันก็ดื่มน้ำแล้วไง แต่ทำไมหิวอยู่อีก ต้องถามว่าน้ำที่ดื่ม ดื่มอย่างถูกวิธีหรือเปล่า และแน่ใจนะว่าเป็นน้ำเปล่า

บางคนตีความว่า ถ้าดื่มน้ำอัดลมวันละ 8 แก้วก็เหมือนๆกับน้ำเปล่า แถมยังอร่อยกว่า หารู้ไม่ว่านั้นน่ะตัวอ้วนเลยนะ น้ำตาลทั้งนั้น!!!

ถ้าใครดื่มน้ำน้อยและหิวบ่อย ให้พกน้ำดื่มเอาไว้ใกล้ตัว ใช้จิบตลอดวันก็ดีเช่นกัน หรือจะแบ่งดื่มทีละแก้ว ทุกๆ 1-2 ชั่วโมงก็ได้ บางคนอาจไม่ชอบที่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อย จึงไม่ชอบดื่มน้ำ ให้ลองเปลี่ยนมาจิบน้ำทีละ 1-2 อึกทุกๆ 15-30 นาทีก็ได้ ร่างกายจะได้ค่อยๆนำน้ำไปใช้ เรื่องความหิวก็น่าจะค่อยๆลดไปเอง

ทั้งหมด 5 ข้อข้างต้นคือสิ่งที่คนทั่วไปมักลืมไปและไม่คิดว่าคือสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะอยากอาหาร

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองกินมากเกินความจำเป็น ควบคุมไม่ได้และรู้สึกว่าอยากเลิกนิสัยนี้ ให้ลองนำวิธีการแก้ไขมาลองปรับใช้กับตัวเอง ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้อง รับรองว่าความหิวที่มากเกินปกติจะลดน้อยลงอย่างแน่นอนค่ะ

ริดสีดวง ปัญหาเล็กๆ ที่แสนจะทรมาน

โรคริดสีดวงทวารหนัก เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมีความเจ็บปวดทรมาน ทั้งยังรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน สามารถรักษาให้หายได้หากรู้วิธีการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตนเอง

อาการริดสีดวงทวารหนักคือภาวะหลอดเลือดดำที่ทวารหนักปูด และผนังหลอดเลือดปริแตกในขณะขับถ่ายอุจจาระ จึงทำให้มีเลือดออกเป็นครั้งคราว อาจมีหัวเดียวหรือหลายหัว สามารถรักษาได้ด้วยตนเอง

วิธีรักษา

  • วิธีแรกคือการนั่งแช่ในน้ำอุ่น โดยผสมด่างทับทิมลงในน้ำอุ่นให้เป็นสีชมพูจางๆ จากนั้นนั่งในน้ำอุ่นที่ผสมด่างทับทิมเป็นเวลา 15-30 นาที ควรนั่งทั้งตอนก่อนขับถ่ายอุจจาระและหลังขับถ่ายอุจจาระ
  • วิธีที่สอง คือการเหน็บยารักษาริดสีดวง ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ก่อนอื่นควรอ่านฉลากยาโดยละเอียดถึงวิธีการใช้และข้อควรรระวัง หากเป็นยาที่เหลวไม่เป็นแท่ง ต้องนำยาไปแช่ตู้เย็นก่อน ในขั้นตอนการเหน็บยาต้องล้างมือให้สะอาดก่อนเสมอด้วยสบู่อ่อนๆ และซับให้แห้ง หรือสวมถุงมือยางให้เรียบร้อย เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเหน็บยาให้นอนตะแคงในข้างที่ถนัด จากนั้นเหยียดขาด้านล่างให้ตรง ส่วนขาด้านบนงอขึ้นเพื่อเปิดรูทวารหนัก จากนั้นสอดหัวยาเข้าไปในรูทวารหนักช้าๆ แล้วใช้นิ้วชี้ดันหัวยาให้ผ่านหูรูดทวารหนักเบาๆ ดันให้ลึกเข้าไปประมาณ 1 นิ้วเป็นอย่างต่ำ แล้วหนีบแก้มก้นไว้ในท่านอนตะแคงต่อประมาณ 15 นาที อย่ารีบลุกเดินไปไหนเพราะอาจจะทำให้ยาที่เหน็บไว้หลุดออก หลังจากนั้นล้างมือให้สะอาด และถ้าหากอาการยังไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจจะต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อรักษา