เรื่องทั้งหมดโดย admin

หูหนวกหลังคลอดคืออะไร

สาเหตุของหูหนวกหลังคลอดคืออะไร

          ก่อนหน้านี้เคยอธิบายถึงสาเหตุของความผิดปกติด้านการได้ยินตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ แล้วว่ามีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง  ซึ่งนอกจากเด็กทารกจะมีปัญหาเกี่ยวกับหูตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ได้แล้ว ถึงแม้ตอนคลอดออกมาจะไม่พบความผิดปกติใดๆ

แต่ถ้าหากตอนที่คลอดออกมาแล้ว ทารกอาจพบความผิดปกติในภายหลังได้เช่นเดียว ทั้งนี้สาเหตุใหญ่ที่ทำให้มีความผิดปกติด้านการได้ยินหลังคลอดนั้น มีสาเหตุมาจากการเจ็บไข้ได้ป่วยซึ่งมีหลายโรคที่เมื่อเป็นแล้วจะมีอาการแทรกซ้อนทำให้มีผลกระทบกับการได้ยินของหู  โดยแบ่งโรคต่างๆออกเป็นดังนี้ 

  •  เด็กที่ป่วยด้วยโรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบ อาจมีการอาการแทรกซ้อนของโรคที่มีผลกระทบกับการได้ยินได้
  • เด็กที่ป่วยเป็นโรคมีติดต่อมาจากคนอื่น เช่น การเป็นโรคโรคไข้หวัดใหญ่ คางทูม หัดเยอรมันหรือแม้แต่โรคหัวใจ โรคต่างเหล่านี้หากเรารักษาไม่ถูกต้องหรือไม่ทันกาลจะมีผลกระทบกับการได้ยินเสียงของทารกเหมือนกัน เพราะเชื้อโรคจะแพร่กระจายจากภายในยังโพรงจมูกและมีผลกับหู
  • จากการที่เด็กเป็นโรคที่เกี่ยวกับ คอ หู ปาก จมูกโดยตรงเพราะอวัยวะทั้งหมดเหล่านี้จะมีการเชื่อมต่อถึงกันภายใน ดังนั้นหากจุดใดจุดหนึ่งมีเชื้อโรคจะสามารถลามไปถึงส่วนอื่นได้ด้วย
  • และอีกสาเหตุที่สำคัญคือ การเกิดอุบัติเหตุ เช่น การที่ทารกถูกทำร้าย สมองได้รับความกระทบกระเทือน หรือการตกเปล หรือตกบันได สาเหตุต่างๆเหล่านี้มีผลต่อการได้ยินของลูกน้อยทั้งหมด

จากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เกิดมาจากโรคภัยไข้เจ็บ และเกิดจากการเกิดอุบัติเหตุ

ดังนั้นหากเราต้องการป้องกันไม่ให้บุตรหลานของเราต้องกับปัญหาการได้ยินของหู หรือไม่อยากให้บุตรหลานของเราเป็นโรคหูหนวก จำเป็นที่จะต้องดูแลเอาใจใส่บุตรหลานเป็นอย่างมาก เพราะทารกยังไม่มีภูมิที่แข็งแกร่งพอที่จะต้านทานเชื้อโรคได้

ทางที่ดีที่สุดเมื่อครบกำหนดที่จะต้องฉีดวัคซีน

ควรนำทารกไปฉีดวัคซีนทุกครั้งตามที่แพทย์นัด และหากเวลาบุตรหลานไม่สบาย อย่าพยายามซื้อยาให้เด็กรับประทานเอง ควรพาเด็กไปพบแพทย์จะดีกว่า เพราะเด็กทารกยังไม่สามารถบอกเราได้ว่า เขามีความรู้สึกเจ็บหรือมีปัญหาตรงไหนบ้าง

ดังนั้นในการวิเคราะห์เกี่ยวกับโรคที่เด็กเป็นเราที่ไม่ชำนาญพอจะมีการให้ยาเด็กผิดพลาดซึ่งมีผลกับตัวเด็กเป็นอย่างมาก ควรให้ผู้เชี่ยวชาญ นั่นก็คือให้กุมารแพทย์เป็นผู้รักษาโดยตรง และที่สำคัญสุดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับทารกเราไม่ควรอยู่ห่างจากเด็กทารกเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ มั่นใจว่าหากมีการดูแลที่ดีมากพอทั้งเรื่องโรคภัยและเรื่องอันตรายจากอุบัติเหตุบุตรหลานของเราจะห่างไกลจากโรคหูหนวกแน่นอน

 

ขอขอบคุณเรื่องราวโดย เครื่องช่วยฟัง

ประโยชน์ และข้อควรระวังของต้นตีนเป็ด

ประโยชน์ และข้อควรระวังของต้นตีนเป็ด
ฤดูหนาวมาทีไร แถวๆ บ้านมักจะนิยมปลูกต้นตีนเป็ดหรือต้นพญาสัตบรรณเอาไว้ ซึ่งคงจะได้กลิ่นจากดอกของต้นนี้อย่างเห็นได้ชัด บ้างก็ว่าหอมสดชื่น บ้างก็ว่าเหม็นจนถึงมึนหัว แม้กระนั้นไม่ว่าเช่นไรต้นตีนเป็ดก็เปลี่ยนเป็นเครื่องหมายของ “อากาศหนาว” ไปโดยปริยาย

นอกจากต้นตีนเป็ด จะเป็นไม้ยืนต้นที่ให้ร่มเงากับพวกเราได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ยังมีคุณประโยชน์ดีๆ ที่ช่วยรักษาอาการต่างๆ ในฐานะของการเป็นสมุนไพรไทยได้อีกด้วย

ต้นตีนเป็ด หรือพญาสัตบรรณ กับผลดีๆต่อร่างกาย
1. เปลือกของลำต้นมีรสขม สามารถเอามาทำเป็นยาที่ช่วยสำหรับการเจริญอาหาร ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยทุเลาลักษณะของโรคโรคเบาหวาน แก้หวัด แก้ไอ ทุเลาอาการหลอดลมอักเสบ

2. เปลือกของลำต้น ช่วยรักษาโรคบิด ท้องเดิน ท้องเสียเรื้อรัง โรคลำไส้และลำไส้ติดเชื้อ

3. เปลือกของลำต้น ต้มน้ำอาบ ลดอาการผื่นคัน

4. ยางจากลำต้น ใช้หยอดหูแก้ลักษณะของการปวดหู รวมทั้งใช้อุดฟันเพื่อทุเลาลักษณะของการปวดฟัน

5. ใบอ่อน เอามาต้มเพื่อดื่มรักษาโรคลักปิดลักเปิด

6. ใบ และยาง คนอินเดียใช้รักษาแผล แผลเปื่อยยุ่ย แผลตุ่มหนอง แล้วก็ลักษณะของการปวดตามข้อ

ข้อควรคำนึงของต้นตีนเป็ด หรือต้นพญาสัตบรรณ
จำให้ดีว่า ต้นตีนเป็ด (Alstonia scholaris) กับต้นตีนเป็ดน้ำ หรือต้นตีนเป็ดสมุทร (Cerbera odollam) ต่างกัน ต้นตีนเป็ดน้ำจะมีลำต้นเล็กกว่า และส่วนใหญ่จะเจออยู่ชายน้ำ ขอบลำคลอง หรือป่าชายเลน มีดอกสีขาวพร้อมกลิ่นอ่อนๆ ผลเป็นลูกกลมๆ ถ้าลูกหลุดจากต้นแล้วแห้ง สามารถเอามารดน้ำปลูกฯลฯ ใหม่ได้

แค่ 8 ข้อ เพื่อสุขภาพที่ดี

สุขภาพที่ดีต้องเริ่มต้นจากภายใน คุ้นไหมกับประโยคนี้ หากคุณคุ้น ๆ แล้ว คิดว่ามันไม่จริง บอกได้เลยว่า มันคือเรื่องจริงค่ะ ขนาดผิวสวยยังต้องบำรุงให้ลึกเข้าไปด้านใน แล้วสุขภาพร่างกายที่ดีจะหนีไปไหนพ้น หากไม่ใช่การที่ต้องดูแลจากภายใน เพียงแค่คุณดูแข็งแรง ไม่ได้แปลว่าคุณแข็งแรง ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คุณมีร่างกายแข็งแรง หากใครยังนึกไม่ออกว่าจะเลือกทานอย่างไรจึงจะได้สุขภาพ ลองนำ 8 ข้อนี้ไปใช้เป็นไอเดียกันดู

1. ดื่มน้ำสะอาด น้ำเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ทุกเซลล์ในร่างกายประกอบด้วยน้ำทั้งสิ้น หากร่างกายขาดน้ำจะทำให้ระบบต่างๆ ทำงานไม่สมดุล น้ำสะอาดที่เราดื่มทุกวันมีส่วนช่วยให้สุขภาพดี หากคุณไม่ชินกับการดื่มน้ำเยอะๆ ลองค่อยๆ เริ่มจากการดื่มน้ำครั้งละ 1 แก้วทุกชั่วโมงดูสิ รับรองว่าจะช่วยสร้างนิสัยการดื่มน้ำเปล่าอย่างได้ผล
2. เปลี่ยนทีละนิด เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทีละเล็กละน้อย เพราะการกินเป็นส่วนสำคัญของสุขภาพการปรับพฤติกรรมการกินเป็นการเปลี่ยนจากอาหารที่เคยกินตามปกติเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น
3. เลี่ยงอาหารรสจัด อย่างที่ทราบกันดีว่าคนไทยชอบกินรสจัด เค็มจัด หวานจัด เผ็ดจัด บางครั้งต่อมรับรสของคนที่ชอบอาหารรสจัดก็ปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงเมื่อคุณเปลี่ยนพฤติกรรมการกินไม่ทัน ดังนั้นลองค่อยๆ ลดน้ำตาลหรือเครื่องปรุงแต่งอื่นๆ ลง

4. เน้นผลไม้ ผลไม้มีประโยชน์มากกว่าความอร่อย เพราะช่วยให้ร่างกายสดชื่นและได้รับวิตามินอย่างเพียงพอ เพราะฉะนั้นควรรับประทานทุกวันหรือทุกมื้อยิ่งดี

5. เลือกอาหารสุขภาพ เช่น หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมันแล้วหันมาทานเป็นแบบไม่ติดมัน หรือลองเลือกข้าวกล้องแทนข้าวขาว ไก่แทนหมู เลี่ยงอาหารทอด เป็นต้น
6. ซื้ออาหารสดดีกว่า หมายความว่าเราเลือกซื้ออาหารแบบที่ทำสดที่ปรุงสุกดีกว่า ทานอาหารประเภทแบบแช่แข็ง หรืออาหารตามร้านสะดวกซื้อ ที่ต้องผ่านการเวฟ เพราะอาหารเหล่านี้มีโซเดียมสูง และอาจมีสารอาหารไม่ครบ 5 หมู่
7. อ่านฉลากทุกครั้ง เพื่อศึกษาคุณค่าทางโภชนาการและส่วนประกอบของอาหารแต่ละชนิด บางชนิดโซเดียมสูง น้ำตาลสูง แคลลอรี่เยอะ
8. ทำอาหารเอง เพราะการทำอาหารเอง ทำให้เราสามารถเลือกสรรวัตถุดิได้เอง ทั้งวัตถุดิบที่นำมาใช้ และวัตถุดิบในการปรุง วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้มีสุขภาพดีแล้วยังประหยัดอีกด้วย

มะเร็งตับอ่อนกับพฤติกรรมโคตรเสี่ยง

ตับอ่อน คือ หนึ่งในอวัยวะสำคัญที่อยู่ในส่วนของระบบทางเดินอาหาร โดยมีรูปร่างลักษณะ เป็นต่อมทรงยาวรีคล้ายใบไม้ ตำแหน่งในร่างจะอยู่ด้านหลังกระเพาะอาหารใกล้กับลำไส้เล็กส่วนต้น หน้าที่ของตับอ่อน คือ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเซลล์จากต่อมมีท่อที่มีหน้าที่สร้างน้ำย่อยอาหารโดยเฉพาะไขมัน โดยน้ำย่อยจะผ่านเข้าไปในลำไส้เล็กผ่านทางท่อตับอ่อน

โรคมะเร็งตับอ่อน แค่ชื่อก็คงทราบแล้วว่า เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นบริเวณตับอ่อน ซึ่งปัจจุบันสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดเช่นเดียวกับมะเร็งส่วนอื่นๆ ของร่างกาย แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถบ่งบอกถึงปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะนำพาหรือก่อให้เกิดมะเร็งตับอ่อนได้ ดังนี้

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งตับอ่อน

  • พันธุกรรม หากในครอบครัวของเรามีคนเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนหรือเคยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนมาก่อน ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็น
  • เป็นเพศชาย อายุ 60-65 ปี จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนในเพศ และวัยอื่นๆ
  • เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานานหลายปี
  • เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน มาก่อนอยู่แล้ว

พฤติกรรมเสี่ยงโรคมะเร็งตับอ่อน

  • ไม่ควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • รับประทานอาหารมัน อาหารทอด มากเกินไป
  • สูบบุหรี่จัด
  • ดื่มแอลกอลฮอล์มากเกินไป

อาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งตับอ่อน

  • มีอาการเจ็บปวดที่บริเวณช่องท้องส่วนบน และร้าวไปถึงทางด้านหลัง
  • มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง
  • สีของปัสสาวะเข้มขึ้น
  • รู้สึกว่าอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมากไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  • ถ่ายอุจจาระแล้วเห็นคราบมัน เพราะตับอ่อนเริ่มย่อยอาหารประเภทไขมันไม่ได้
  • ในระยะที่ก้อนมะเร็งใหญ่ขึ้น อาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
  • ในผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการของโรคเบาหวานร่วมด้วย

วิธีป้องกันโรคมะเร็งตับอ่อน
ในปัจจุบัน โรคมะเร็งตับอ่อน ยังคงไม่สามารถใช้วิธีตรวจคัดกรองเบื้องต้นได้ ดังนั้นเราจึงควรที่จะดูแลตัวเองให้มากๆ และทำทุกวิธีทางที่จะป้องกันให้ดีที่สุด โดยมีวิธีป้องกันมาแนะนำกัน ดังต่อไปนี้

  • พยายามไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • ควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • หากเป็นโรคอ้วนให้ลดน้ำหนัก หากเป็นโรคเบาหวานควรควบคุมอาการของโรคให้ดี
  • งดสูบบุหรี่ และงดดื่มแอลกอฮอล์
  • รับประทานอาหารไขมันต่ำ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที-1 ชั่วโมง
  • เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

ไข่เยี่ยวม้า อันตรายหรือปลอดภัย

เพื่อนของเราคนหนึ่งเป็นคนที่ชอบทานไข่เยี่ยวม้ามากค่ะ เห็นสั่งอาหารทานทีไร ทุกเมนูจะต้องประกอบไปด้วยไข่เยี่ยวม้า ไม่ว่าจะเป็นกระเพราไข่เยี่ยวม้า ผัดฉ่าไข่เยี่ยวม้า ผัดพริกแกงไข่เยี่ยวม้า ยำไข่เยี่ยวม้า และอีกสารพัดเมนูที่ไม่เคยขาดไข่เยี่ยวม้า ทานจนเราสงสัยว่าทานไข่เยี่ยวม้าบ่อยขนาดนี้ จะเป็นอันตรายกับร่างกายหรือไม่ ไข่เยี่ยวม้าทำมาจากอะไร มีวิธีสังเกตไข่เยี่ยวม้าที่ปลอดภัยต่อร่างกายหรือไม่ วันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลมาฝากกันค่ะ

ไข่เยี่ยวม้า คืออะไร?
ไข่เยี่ยวม้าเป็นผลผลิตจากการการถนอมอาหารประเภทไข่อย่างหนึ่ง เหมือนกับการทำไข่เค็มที่นำไปดองเกลือ แต่สำหรับไข่เยี่ยวม้า จะทำการถนอมอาหารด้วยการพอกด้วยปูนขาวผสมใบชา เกลือป่น และขี้เถ้าที่นวดด้วยน้ำเย็น หรืออีกวิธีหนึ่งคือ นำไปแช่ในน้ำที่มีส่วนผสมของสารละลายเบส ที่มีปูนขาว เกลือ โซดาแอช ชาดำ และสังกะสีออกไซด์

นอกจากสูตรดังกล่าว ผู้ผลิตบางรายอาจมีสูตรทำแตกต่างจากนี้ได้เล็กน้อย

ไข่เยี่ยวม้า อันตราย?
ปัจจุบันมีพ่อค้าแม่ค้าบางรายที่แอบใช้สารตะกั่วออกไซด์ หรือซัลไฟด์ลงในส่วนผสมที่ใช้พอกหรือแช่ เพื่อช่วยให้ไข่กลายเป็นไข่เยี่ยวม้าได้เร็ว และเห็นผลมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ไข่เยี่ยวม้าที่ผลิตมีสารตะกั่วปนเปื้อนได้

อันตรายจากสารตะกั่วในไข่เยี่ยวม้า
หากเราทานอาหารที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่บ่อยๆ อาจทำให้มีอาการท้องผูก และส่งผลต่อการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์ไขกระดูก ระบบประสาท ไต หรืออาจเลยไปถึงกล้ามเนื้อกระดูกข้อมือ ข้อเท้า ที่อาจเกิดอาการอัมพาต หรือสมองบวม ชัก และอาจถึงเสียชีวิตได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้รับสารตะกั่วปนเปื้อนในอาหารนานนับเดือน ดังนั้นหากไม่ได้ทานไข่เยี่ยวม้าที่ปนเปื้อนสารตะกั่วอยู่เป็นประจำ ก็พอจะวางใจได้ว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากนัก

วิธีสังเกต ไข่เยี่ยวม้า ปนเปื้อนสารตะกั่วหรือไม่?
วิธีสังเกตสารตะกั่วปนเปื้อนอย่างง่ายๆ คือสังเกตที่ไข่ขาว ว่ามีสีดำมากเกินไปหรือไม่ อาจจะเป็นลักษณะสีดำขุ่น ไม่ใช่สีน้ำตาลเข้มใสๆ อย่างที่เคยเห็นกัน ถ้าผิดสังเกตแบบนี้ขอให้สันนิษฐานว่าเป็นไข่เยี่ยวม้าที่ปนเปื้อนสารตะกั่วจากขั้นตอนการทำไข่เยี่ยวม้า

ทานไข่เยี่ยวม้าอย่างไรถึงจะปลอดภัย?
เลือกผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน และเชื่อถือได้ในเรื่องของคุณภาพ ลักษณะของไข่ไข่ขาวจะต้องเป็นสีน้ำตาลใส ไม่ดำเกินไป และไม่ขุ่น นอกจากนี้ควรเลือกทานไข่เยี่ยวม้าอยากหลายๆ ผู้ผลิต เพื่อไม่ให้ได้รับสารบางอย่างติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป และสุดท้ายถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรทานไข่เยี่ยวม้าบ่อยจนเกินไป ควรเลือกทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันนานเกินไป เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลายเพียงพอต่อการดำเนินชีวิตค่ะ

เผยเคล็ดลับการดูแลตับอย่างไรให้แข็งแรง

            คุณคยสังเกตไหมว่าอวัยวะภายในของเราอันไหนอ้วนและโตที่สุด

คำตอบก็คือตับ โดยตับของผู้ใหญ่นั้นทีมแพทย์ได้ทำการส่อองกล้องจุลทัศเข้าไปดูพบว่าตับปกติจะมีน้ำหนักราว 1.3 ถึง 3.0 กิโลกรัม และจะมีลักษณะเฉพาะคือนุ่มเหมือนกับฟองน้ำที่เราใช้ในการล้างจาน แต่สีจะต่างจากฟองน้ำเพราะตับจะมีสีชมพูอมน้ำตาลหรือจะออกแดงๆก็ว่าได้ และตับเป็นอวัยวะภายในที่วัดจากมวลทั้งหมดในร่างกายของเราที่ร่วมทั้งภายในและภายนอกโดยตับมีขนาดใหญ่มากที่สุดแค่ยังเป็นอันดับสอง รองจากผิวหนังของเราที่ห่อหุ่มร่างกายเอาไว้ และตับนั้นยังเป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย

ตำแหน่งที่ถูกต้องของตับจะวางตัวของมันอยู่ในทางด้านขวาบนของช่องท้องของเรา และอยู่ใต้กะบังลม หากลองเอามือไปกดตรงใต้ซี่โครงก็จะสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของตับ

นอกจากนี้ความยาวของตับบางส่วนยังมีขนาดที่ยาวเกิดจนไปวางอยู่บนกระเพาะอาหารอีกด้วย โดยทิศทางของปลายทางด้านซ้ายสุดของตับนั้นจะเป็นเหมือนลูกศรที่จะชี้ไปทางม้าม ชิ้นส่วนด้านล่างสุดของตับยังมีอวัยวะที่เป็นลักษณะของถุงน้ำดีที่วางตัวอยู่ใต้ตับอีกด้วย

หากคุณลองจิตนาการตามดูลำดับในช่องท้องของเรานั้นอันแรกเลยก็จะเป็นตับที่เป็นขนาด 1 ต่อ 3 จากจำนวนทั้งหมดในช่องท้อง ต่อมาก็จะเป็นถุงน้ำดีของเราที่นอนอยู่ทางด้านซ้ายล่างของตับและถัดมาก็จะเป็นลำไส้ใหญ่ที่ขดเป็นวงกลมล้อมรอบลำไส้เล็กอยู่ ทุกๆอย่างในกระเพราะหรือช่องท้องของเราจำทำงานเป็นขั้นเป็นตอนเป็นลำดับเหมือนกับหุ่นยนต์โดยเริ่มแรกอาหารจะถูกส่งมายังตับก่อนและตับก็จะส่งต่อไปยังถุงน้ำดีในส่วนที่เป็นสารพิษและต่อมาก็จะส่งไปยังลำไส้ต่างๆ

หากถามว่าเรามีวิธีหรือ เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง ไหม? 

แน่นอนคะว่ามีอย่างแน่นอน แต่เราต้องดูแลตั้งแต่เริ่มแรกนั้นก็คืออย่ารอให้ตับของเราเป็นอะไรไปเสียก่อน หรือเริ่มดูแลตั้งแต่แรกๆที่ตับยังแข็งแรงอยู่นั้นเอง และในสมัยนี้ต้องบอกว่าวิธีการดูแลมีค่อนข้างมาก อาจจะด้วยการออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์และบำรุงตับโดยเฉพาะหรือแม้กระทั่งสมุนไพรที่บำรุงตับเองก็มีผลิตขึ้นมาแล้ว

ข้อเท้าแพลง (ankle sprain) รับมือได้

ข้อเท้าแพลง (ankle sprain) เป็นอุบัติเหตุที่ขึ้นโดยที่เราไม่ได้คาดคิด ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ข้อเท้าแพลงนั้นก็มีหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากอุบัติเหตุรอบตัว การออกกำลังกาย เป็นต้น

สาเหตุหลักๆที่ทำให้ข้อเท้าแพลงคือ

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ในปัจจุบันสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเท้าแพลงมาจากอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆเป็นส่วนใหญ่ เช่น ตกบันได ก้าวพลาด ตกส้นสูง เท้าพลิก เป็นต้น

อุบัติเหตุจากการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา
อาการเท้าแพลงที่เกิดขึ้นมากที่สุดจะมาจากการออกกำลังกายโดยอาการที่เท้าแพลงที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะมาจากการที่เอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเท้านั้นฉีกขาด เลยทำให้ข้อเท้าไม่มั่นคง ซึ่งกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการเท้าแพลงนั้น เช่น วิ่ง หกล้ม เล่นกีฬาข้อเท้าพลิก เป็นต้น

อุบัติเหตุจากการสวมรองเท้าที่ไม่เหมาะกับขนาดเท้า โดยสำหรับคุณผู้หญิงที่ใช้รองเท้าส้นสูงจะเพิ่มโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ข้อเท้าพลิกขณะสวมใส่ทำกิจกรรมได้

ลักษณะอาการเบื้องต้น

ระดับที่ 1 : มีอาการปวด บวม กดแล้วเจ็บ ที่บริเวณเท้า

ระดับที่ 2 : เอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเท้ามีการฉีกขาดบางส่วน ปวด บวม ที่บริเวณเท้ามาก

ระดับที่ 3 : ระดับนี้รุนแรงที่สุด เอ็นที่บริเวณเท้ามีการฉีกขาดทั้งหมด เดินลงน้ำหนักไม่ได้

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อข้อเท้าแพลง

Δ หลักการ R.I.C.E

  • R-Rest นั่งพักเพื่อสังเกตอาการจากข้อเท้าแพลงว่ารุนแรงไหม
  • I-ICE ประคบเย็นเพื่อลดบวมและช่วยให้เลือกออกน้อยลง โดยประคบเย็นประมาณ 15 นาที ทุกๆ 2 ชม. ข้อห้ามไม่ควรประคบร้อน หรือนวดบริเวณที่เกิดการบาดเจ็บในระยะแรกเพราะจะทำให้บวมมากยิ่งขึ้น
  • C-Compression ใช้ผ้าพันบริเวณที่บวม และพยายามไม่เคลื่อนไหว ถ้าไม่จำเป็นเพราะจะทำให้ ปวดในบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ
  • E-Evaluation ยกปลายเท้าให้สูงขึ้น เพื่อลดบวมและลดความเจ็บปวด

พบแพทย์

เมื่อเราได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ โดยแนวทางการรักษาทางการแพทย์มีดังนี้

  • ซักประวัติและตรวจร่างกายโดยเฉพาะบริเวณที่มีอาการปวด
  • พิจารณาตรวจทางรังสีเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีกระดูกหัก
  • โดยทั่วไปจะใช้เวลารักษา 6-8 สัปดาห์ แต่ภาวะข้อเท้าบวมจะหายก่อน
  • พักเท้าให้มากที่สุด อาจจะใส่เผือก หรือใช้ผ้าพัน และอาจจะใช้ไม้เท้าช่วยพยุงน้ำหนัก
  • การประคบน้ำแข็งให้กระทำทันที่ที่ได้รับอุบัติเหตุซึ่งจะช่วยลดอาการอักเสบได้มาก
  • ใช้ผ้าพันหรือใส่เผือกเพื่อลดอาการบวม
  • ให้ยกเท้าสูงเพื่อลดอาการบวม

ผลกระทบที่เกิดขึ้น

ผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อเราข้อเท้าแพลงนั้นคือ มีโอกาสเท้าพลิกได้ง่ายกว่าคนทั่วไป มีอาการปวดข้อเท้าหรือกระดูกข้อเท้าเรื้อรัง โดยทั้งนี้เมื่อเราเกิดอาการเท้าแพลง ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้น และรอดูอาการถ้าไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ทันที

รู้เท่าทันมะเร็งปอด

มะเร็งปอด

มะเร็งปอดมีกี่ระยะ

มะเร็งปอดแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ไม่ต่างจากโรคมะเร็งชนิดอื่น

– มะเร็งปอดระยะที่ 1 ก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดเล็ก และยังไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง

– มะเร็งปอดระยะที่ 2 ก้อนเนื้อขนาดโตขึ้น และเริ่มลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด

– มะเร็งปอดระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งโตขึ้นมาก และลุกลามเข้าเนื้อเยื่อข้างเคียงหรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองในช่องอก หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองเหนือไหปลาร้า

– มะเร็งปอดระยะที่ 4 โรคมะเร็งแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เกิดน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด หรือแพร่กระจายเข้าสู่กระแสโลหิตไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ คือ ตัวปอดเอง กระดูก สมอง และตับ

มะเร็งปอด ตรวจพบไว โอกาสหายยิ่งมาก

การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการตรวจจากเสมหะ การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ การทำ CT Scan หรือการเอกซเรย์ปอด แต่การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในขณะนี้ก็คือการตรวจมะเร็งปอดด้วย PET scan ซึ่งกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งปอดควรเข้ารับการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดอัตราเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคนี้นะคะ

มะเร็งปอด ใครเสี่ยงบ้าง กลุ่มไหนควรตรวจมะเร็งปอดที่สุด

สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งปอด ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยโดยเร็วที่สุด โดยกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งปอด มีดังนี้

– ผู้ที่มีอายุระหว่าง 55-74 ปี ร่วมกับมีประวัติสูบบุหรี่อย่างน้อย 30 pack years และหยุดสูบบุหรี่มาน้อยกว่า 15 ปี

– ผู้ที่มีอายุอย่างน้อย 50 ปี ร่วมกับมีประวัติการสูบบุหรี่อย่างน้อย 20 pack years และมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดนอกเหนือจากกลุ่มควันบุหรี่มือสอง อย่างน้อย 1 อย่าง ดังนี้

+ มีประวัติสัมผัสแร่ใยหิน ก๊าซเรดอน หรือสารก่อมะเร็งอื่น ๆ

+ มีประวัติเป็นมะเร็งชนิดอื่นในร่างกาย

+ มีประวัติเป็นโรคปอดเรื้อรัง

+ มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปอด

หากใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว ควรตรวจเช็กสุขภาพอย่างละเอียดและเข้ารับการตรวจ PET scan สักครั้งด้วยนะคะ

 

มะเร็งปอด รักษาอย่างไร

การรักษามะเร็งปอดมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน ขึ้นอยู่กับระยะมะเร็งปอดที่เป็น รวมไปถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วยด้วย โดยวิธีรักษามะเร็งปอดมีอยู่ด้วยกัน 5 ทางเลือก ดังนี้

1. การผ่าตัด

มักจะใช้รักษามะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น ไปจนถึงระยะที่ 3 เฉพาะในรายที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าหากผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก เนื้อปอดที่หลงเหลืออยู่จะเพียงพอต่อการหายใจ ทั้งนี้ขนาดของปอดที่ตัดออกจะขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของมะเร็ง ซึ่งแพทย์อาจเลือกตัดปอดบางกลีบหรือตัดออกทั้งกลีบ หรือตัดปอดออกทั้งข้าง ร่วมกับอวัยวะอื่น ๆ ที่เซลล์มะเร็งลุกลามไปด้วย เช่น กลีบปอดร่วม หรือเนื้อเยื่อที่กั้นกลางช่องอก เพื่อตัดเอาเซลล์มะเร็งออกให้มากที่สุด

2. การฉายแสง

รังสีรักษาหรือการฉายแสงจะใช้รักษามะเร็งปอดที่ไม่สามารถผ่าตัดเซลล์มะเร็งออกได้ หรืออาจใช้การฉายแสงกับผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ผ่าตัดเซลล์มะเร็งออกไปไม่หมดหรือคาดว่าเซลล์มะเร็งอาจงอกขึ้นมาอีกได้หลังจากการผ่าตัด อย่างไรก็ตามการฉายสีรักษามะเร็งปอดยังช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยมะเร็งปอดได้ เช่น ในผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีการอุดกั้นของหลอดเลือดดำใหญ่ มีอาการปวดกระดูก หรืออาการทางสมอง เป็นต้น

3. เคมีบำบัด

วิธีนี้มักให้ผลการรักษาที่ดีกับผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีสภาพร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ และมีเซลล์มะเร็งในร่างกายค่อนข้างน้อย โดยการใช้เคมีบำบัดรักษามะเร็งปอดจะช่วยกำจัดและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ทั่วร่างกาย ทั้งนี้การให้ยาเคมีบำบัดจะเป็นในรูปยาฉีดเข้าเส้น และมักจะใช้ยาหลายตัวร่วมกันเพราะให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพกว่าการใช้ยาตัวเดียว

4. การรักษาแบบเฉพาะเจาะจง

หรือการรักษามะเร็งปอดด้วยการให้แอนติบอดี้ต่อเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่ไม่ส่งผลไปยังเซลล์ปกติของร่างกาย ซึ่งจะช่วยลดผลข้างเคียงของการรักษา ต่างจากการทำเคมีบำบัด

5. การรักษาแบบผสมผสาน

การรักษามะเร็งปอดโดยทั่วไปแพทย์มักจะพิจารณาใช้หลาย ๆ วิธีรักษาร่วมกัน อย่างการผ่าตัดร่วมกับการทำเคมีบำบัด การผ่าตัดร่วมกับการฉายแสงรักษา เนื่องจากผลลัพธ์ของการรักษาและผลข้างเคียงของการรักษาในแต่ละวิธีมีความต่างกัน ดังนั้นแพทย์จึงจำเป็นต้องเลือกใช้วิธีรักษาที่เหมาะสมกับอาการและสภาพร่างกายของผู้ป่วยด้วย

สังเกตไหมว่าทำไมหิวบ่อย กินเยอะกว่าปกติ

เคยรู้สึกไหมว่าทำไมกินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม ทำไมยังรู้สึกหิวโหยไม่รู้จบ แล้วเมื่อไหร่จะหุ่นดีกับเค้าสักที?
ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ใช่ความหิวเท่านั้น เพราะเมื่อเราหิว เรามักจะหาอะไรทานเข้าไปให้พออิ่มท้องได้ ร่างกายมักจะตอบสนองว่าได้รับอาหารแล้ว อิ่มแล้ว เพียงพอที่ระบบต่างๆจะทำงานได้อย่างไม่สะดุด

แต่ความอยากหรือความโหยนั้นจะมีอาการที่เกินความควบคุม เหมือนกับว่าร่างกายของเราต้องการอาหารมากเป็นพิเศษโดยไม่สนว่าเรากินไปเยอะแค่ไหนแล้ว

ซึ่งอาจมาจากสาเหตุที่พบได้ทั่วไป เช่น เว้นจากการทานอาหารเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง น้ำตาลในเลือดต่ำ นอนน้อย หรือเกี่ยวกับความไม่สมดุลของฮอร์โมนบางชนิด (พบได้มากในเพศหญิง)

แต่ความหิวโหยหรือความต้องการอาหารมากผิดปกตินั้นยังมีสาเหตุที่อาจทำให้คุณประหลาดใจได้อีก อย่าง 5 สาเหตุข้างล่าง ดังนี้

1. สลัดผักมื้อเที่ยงที่แสนเฮลตี้
คุณอาจสงสัยกินสลัดมันจะเกี่ยวอะไรกับความอยากอาหาร มันก็คงไม่เกี่ยวถ้าคุณทานสลัดกับข้าวหรือสเต็กด้วยน่ะสิ แต่สาวๆที่รักสุขภาพทั้งหลายเลือกที่จะทานสลัดแบบเบาๆเพื่อแคลอรี่ที่น้อยและไม่อ้วน

แต่หารู้ไม่ว่าสลัดเพียงจานเดียวมันทำให้อิ่มแค่ชั่วคราวเท่านั้น อย่างมากก็ไม่เกิน 4 ชั่วโมง

ดังนั้น ถ้ามื้อเที่ยงของคุณคือสลัดผักสุดเฮลตี้เพียง 1 จาน ไม่เกิน 4 โมงเย็นคุณจะเริ่มรู้สึกต้องการขนมจุบจิบ เริ่มฝันหวานถึงคุ้กกี้ เค้กนุ่มๆ ชาไข่มุกสักแก้ว คาปูชิโน่ หรือไม่ก็คิดไปถึงสปาเก็ตตี้ พิซซ่า กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็โหยจนทนไม่ไหวแล้ว

เมื่อเรามีความต้องการอาหารมากเป็นพิเศษ เรามักจะไม่อยากกินหรอกพวกอาหารคลีนหรืออาหารที่ดีต่อสุขภาพ เรามักจะอยากกินแต่ของที่อ้วนๆ ไม่ว่าจะอาหารรสจัด ขนมหวาน ของทอดน้ำมันเยิ้ม หรืออะไรก็ตามที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ

และนี่ถึงเป็นสาเหตุว่าทำไมการไดเอทไม่ได้ผลสักที ก็เพราะอาหารที่กินน่ะเฮลตี้จริงแต่มันไม่เพียงพอที่จะทำให้อิ่มอย่างเพียงพอ ร่างกายก็เลยต้องส่งสัญญาณแห่งความหิวให้เรารู้ว่าร่างกายต้องการสารอาหารมากกว่านี้นะ

สำหรับคนที่ทำแบบนี้อยู่ ให้เปลี่ยนเป็นทานอาหารมื้อปกติดีกว่า ใครบอกว่าการไดเอทที่ดีคือทานอาหารแคลอรี่น้อยเข้าไว้ ถ้าอยากไดเอทให้ได้คุณภาพ อิ่มอร่อยและไม่อ้วนด้วย ให้ทานมื้อเที่ยงในปริมาณที่พอเหมาะ มีคาร์บ โปรตีนและผักสดมากเท่าที่คุณต้องการก็ได้ เพียงเท่านี้อาการหิวโหยอยากอาหารก็จะน้อยลง แถมคุณยังมีพลังงานเพียงพอไปตลอดวันอีกด้วย

2. อารมณ์ของเจ้านาย
บรรยากาศการทำงานมีผลอย่างมากต่อความหิวโหย เนื่องจากความเครียดก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สาวๆหลายคนกินอย่างกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์

กินเบื่อระบายความเครียดจากการทำงาน โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียด เช่น ไม่สบอารมณ์กับเจ้านาย ต้องเร่งทำงานให้ทันเดดไลน์ หรือสภาวะต่างๆในที่ทำงานที่ยกระดับฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตที่มีหน้าที่ควบคุมเมตาบอลิซึ่ม ซึ่งทำให้เรารู้สึกหิว ต้องการของหวานและน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้

วิธีแก้คือ ถ้าเกิดบรรยากาศที่ทำงานเริ่มไม่ค่อยดี คุณเริ่มรู้สึกกังวลและตึงเครียด ให้ขอเวลาพักสัก 5 นาทีและเดินไปเข้าห้องน้ำหรือไปสูดอากาศให้เต็มปอดเพื่อคลายความวิตกกังวลแทนที่จะเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อหาอะไรกินแก้เครียด

พยายามอยู่ให้ห่างไกลความเครียดเอาไว้ ถ้าทำไม่ได้จริงๆก็ฝึกสติ และหัดมองโลกในแง่ดีแทน ก็จะพอช่วยให้เราห่างไกลจากของกินอ้วนๆและความหิวโหยที่จะทำร้ายเราภายหลังได้

3. ชีวิตเฉื่อยไปหรือเปล่า
เมื่อคนเรามีชีวิตที่สนุก น่าสนใจและเต็มไปด้วยรื่นรมย์ เรามักจะรับประทานอาหารน้อยลงหรือไม่ค่อยอยากกินขนมจุบจิบมากนัก แต่ในทางตรงกันข้าม

ถ้าชีวิตขาดสีสัน ไม่มีอะไรน่าสนใจ เรื่อยๆเฉื่อยๆไปวันๆ มีแนวโน้มสูงมากที่คนเราจะวิ่งเข้าหาของกินเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณที่กำลังโหยหาบางสิ่งบางอย่าง หรือเรียกง่ายๆว่า กินเพื่อจะรู้สึกดี กินเพื่อมีความสุข

นอกจากนี้ ความรื่นรมย์ในชีวิตยังหมายถึงเรื่องความรักกุ๊กกิ๊กด้วย เมื่อคนเรามีความรักที่ดี อารมณ์ก็ย่อมสดใส รวมไปถึงเมื่อเรื่องบนเตียงมีชีวิตชีวา สดใสซาบซ่าจนไม่ต้องการน้ำแดงโซดาหรือของหวานใดๆ มนุษย์เราก็ย่อมที่จะไม่ต้องการขนมหวาน แป้ง น้ำตาล อาหารที่ไม่จำเป็นมาเติมเต็มส่วนที่ขาด

ดังนั้น ถ้าตอนนี้ใครรู้ตัวว่าชีวิตกำลังเรื่อยๆเฉื่อยๆ คิดอะไรไม่ออกนอกจากกินแล้วละก็ รีบเปลี่ยนพฤติกรรมด่วน เริ่มรู้จักหากิจกรรมอื่นทำบ้าง เช่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง เล่นกีฬากับเพื่อน เดินเล่นกับน้องหมา พาพ่อแม่ไปทานข้าว หรือแม้แต่เรียนรู้ที่จะเติมความหวานให้คู่รักอีกครั้ง

เชื่อสิว่าถ้าเรามีชีวิตที่ดี มีความสุข เราก็จะรับประทานแค่พออิ่มและเพียงพอต่อความต้องการของเรา แทนที่จะสวาปามเข้าไปเหมือนเดิม

4. กลัวไขมัน
ในโลกนี้มีแต่คนกลัวความอ้วนเต็มไปหมด ดังนั้นสินค้าใดที่เคลมว่ากินแล้วดี กินแล้วไม่อ้วน ของ low fat ทั้งหลาย มักจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นมุมมองของคนในสังคมว่ากลัวความอ้วนขนาดไหน

แต่ทำไมหลายคนที่เกลียดความอ้วนถึงยังอ้วนอยู่ ทั้งๆที่ตั้งใจหลีกเลี่ยงอาหารที่กินแล้วอ้วน บางคนถึงกับพูดแบบติดตลกว่า ยังไม่ทันกินเลย แค่ดมก็อ้วนแล้ว ไขมันก็ไม่กิน เนื้อสัตว์ก็แทบไม่แตะ วันๆแทบไม่กินอะไรเลย กินแต่ทุกอย่างที่เขียนว่าโลว์แฟต อดทนหิวมาตลอดแต่ทำไมไม่ผอมสักทีเนี่ย

จะบอกให้ว่า แค่กลัวอ้วนและกินน้อยไม่ได้หมายความว่าร่างกายเราจะโอเคนะ ร่างกายของเราฉลาดมากในการปรับตัวก็จริง แต่ถ้าเราทำอะไรที่ตึงเกินไป มันก็จะส่งสัญญาณมาเตือนได้เช่นกัน เช่น คนที่ไม่ทานของที่ปรุงด้วยน้ำมันเลย ร่างกายก็จะโหยหาไขมันที่ดีต่อร่างกาย และเริ่มสงสัญญาณเตือนเราให้รับประทานอาหารที่มีไขมันเดี๋ยวนี้นะ ถ้าเธอไม่กินตอนนี้ ระบบร่างกายอาจจะรวนแล้วนะ

แต่เพราะว่าร่างกายพูดภาษาคนไม่ได้ เราก็เลยแปลความรู้สึกนั้นผิดๆเป็นความอยากกินไอศกรีม เฟรนฟราย ขนมปังชีสเยิ้มๆ แทนที่จะเป็นไขมันที่แสนมีประโยชน์จากอาหารจำพวกถั่วอัลมอนด์ อโวคาโด้ หรือน้ำมันมะพร้าวแทน

วิธีแก้คือ อย่ากลัวไขมัน อย่าคิดว่าไขมันคือความอ้วน ถึงแม้ว่าร่างกายเราจะมีไขมันส่วนเกิน แต่การกินอาหารที่มีไขมันเข้าไปไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกายเรามีไขมันส่วนเกินที่เรารังเกียจหรอก แต่เป็นเพราะขนม ของหวาน พวกแป้งและน้ำตาลที่เราสวาปามเข้าไปยามที่เราอยากกินนี่แหละที่แปลงสภาพเป็นไขมันส่วนเกินในร่างกายของเรา ถ้าใครรู้ตัวว่ากำลังทำอยู่ เปลี่ยนนิสัยด่วน

5. ดื่มน้ำไม่เพียงพอ
สภาวะร่างกายขาดน้ำคือสาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดภาวะอยากอาหารเป็นพิเศษ ร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 70% เราจึงต้องการน้ำดื่มสะอาดไปหล่อเลี้ยงระบบต่างๆในร่างกายเราให้ทำงานอย่างเป็นปกติ บางคนอาจเถียงว่าฉันก็ดื่มน้ำแล้วไง แต่ทำไมหิวอยู่อีก ต้องถามว่าน้ำที่ดื่ม ดื่มอย่างถูกวิธีหรือเปล่า และแน่ใจนะว่าเป็นน้ำเปล่า

บางคนตีความว่า ถ้าดื่มน้ำอัดลมวันละ 8 แก้วก็เหมือนๆกับน้ำเปล่า แถมยังอร่อยกว่า หารู้ไม่ว่านั้นน่ะตัวอ้วนเลยนะ น้ำตาลทั้งนั้น!!!

ถ้าใครดื่มน้ำน้อยและหิวบ่อย ให้พกน้ำดื่มเอาไว้ใกล้ตัว ใช้จิบตลอดวันก็ดีเช่นกัน หรือจะแบ่งดื่มทีละแก้ว ทุกๆ 1-2 ชั่วโมงก็ได้ บางคนอาจไม่ชอบที่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อย จึงไม่ชอบดื่มน้ำ ให้ลองเปลี่ยนมาจิบน้ำทีละ 1-2 อึกทุกๆ 15-30 นาทีก็ได้ ร่างกายจะได้ค่อยๆนำน้ำไปใช้ เรื่องความหิวก็น่าจะค่อยๆลดไปเอง

ทั้งหมด 5 ข้อข้างต้นคือสิ่งที่คนทั่วไปมักลืมไปและไม่คิดว่าคือสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะอยากอาหาร

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองกินมากเกินความจำเป็น ควบคุมไม่ได้และรู้สึกว่าอยากเลิกนิสัยนี้ ให้ลองนำวิธีการแก้ไขมาลองปรับใช้กับตัวเอง ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้อง รับรองว่าความหิวที่มากเกินปกติจะลดน้อยลงอย่างแน่นอนค่ะ

ริดสีดวง ปัญหาเล็กๆ ที่แสนจะทรมาน

โรคริดสีดวงทวารหนัก เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมีความเจ็บปวดทรมาน ทั้งยังรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน สามารถรักษาให้หายได้หากรู้วิธีการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตนเอง

อาการริดสีดวงทวารหนักคือภาวะหลอดเลือดดำที่ทวารหนักปูด และผนังหลอดเลือดปริแตกในขณะขับถ่ายอุจจาระ จึงทำให้มีเลือดออกเป็นครั้งคราว อาจมีหัวเดียวหรือหลายหัว สามารถรักษาได้ด้วยตนเอง

วิธีรักษา

  • วิธีแรกคือการนั่งแช่ในน้ำอุ่น โดยผสมด่างทับทิมลงในน้ำอุ่นให้เป็นสีชมพูจางๆ จากนั้นนั่งในน้ำอุ่นที่ผสมด่างทับทิมเป็นเวลา 15-30 นาที ควรนั่งทั้งตอนก่อนขับถ่ายอุจจาระและหลังขับถ่ายอุจจาระ
  • วิธีที่สอง คือการเหน็บยารักษาริดสีดวง ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ก่อนอื่นควรอ่านฉลากยาโดยละเอียดถึงวิธีการใช้และข้อควรรระวัง หากเป็นยาที่เหลวไม่เป็นแท่ง ต้องนำยาไปแช่ตู้เย็นก่อน ในขั้นตอนการเหน็บยาต้องล้างมือให้สะอาดก่อนเสมอด้วยสบู่อ่อนๆ และซับให้แห้ง หรือสวมถุงมือยางให้เรียบร้อย เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเหน็บยาให้นอนตะแคงในข้างที่ถนัด จากนั้นเหยียดขาด้านล่างให้ตรง ส่วนขาด้านบนงอขึ้นเพื่อเปิดรูทวารหนัก จากนั้นสอดหัวยาเข้าไปในรูทวารหนักช้าๆ แล้วใช้นิ้วชี้ดันหัวยาให้ผ่านหูรูดทวารหนักเบาๆ ดันให้ลึกเข้าไปประมาณ 1 นิ้วเป็นอย่างต่ำ แล้วหนีบแก้มก้นไว้ในท่านอนตะแคงต่อประมาณ 15 นาที อย่ารีบลุกเดินไปไหนเพราะอาจจะทำให้ยาที่เหน็บไว้หลุดออก หลังจากนั้นล้างมือให้สะอาด และถ้าหากอาการยังไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจจะต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อรักษา