เรื่องทั้งหมดโดย admin

ปัญหาของคนที่อยากลดน้ำหนักแบบเร่งรัด

ด้วยความที่เราอยู่ในยุคของการแข่งขัน การเร่งรีบ ความต้องการในหลายๆอย่างมักจะทำให้เราบอกกับตัวเองและผู้อื่นเสมอว่าต้องทำให้มันตอนนี้ เดี๋ยวนี้ หรือในระยะเวลาที่รวดเร็วที่สุด เช่นเดียวกันกับเรื่องที่เราจะเอามานำเสนอในบทความนี้อย่าง

การลดน้ำหนัก ถือว่าเป็นปัญหากวนใจของใครหลายๆคนไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม บวกกับการเป็นคนยุคใหม่สมัยใหม่ที่ชอบการเห็นผลอะไรต่างๆด้วยความร้อนใจ การลดน้ำหนักนั้นถือว่าต้องใช้เวลาเป็นอย่างมาก

ถ้าหากเทียบกับการทำให้มันเดขึ้นนั้นถือว่านานเอามากๆ เรามักจะชอบตั้งคำถามว่าทำอย่างไรจะน้ำหนักลด ทำอย่างไรถึงหุ่นดีผอมเหมือนคนอื่น ซึ่งอันที่จริงแล้วิธีเหล่านั้นคุณน่าจะรู้มันอยู่แก่ใจแล้วไม่ใช่หรือ ว่ามันคือการที่คุณจะต้องควบอาหาร และการออกกำลังกาย แต่มันกลายเป็นสิ่งที่คุณมองข้ามไปนั้นเป็นเพราะคุณไม่คิดจะทำแบบนั้น ไม่อย่างใช้วิธีแบบนั้น คุณทราบดีว่ามันเหนื่อยที่ต้องออกกำลังกาย และทรมานที่จะต้องมาคอยควบคุมอาหาร

แต่ถึงอย่างไรแล้วคุณควรจะทราบไว้เสมอว่าการทำด้วยวิธีพื้นฐานเช่นนี้ จะทำให้น้ำหนักและหุ่นของคุณอยู่กับคุณได้นานมากกว่าทางรัดแน่นอน พูดถึงทางรัดแล้วก็คงจะหนีไม่พ้นวิธีการที่หลายคนมากกว่า 80% เลือกใช้กันเพื่อให้ได้น้ำหนักที่ลดลงและหุ่นที่ดีขึ้นนั้นคือ การทานยาลดน้ำหนัก ที่ผู้ผลิตมักจะอ้างสรรพคุณให้ดูเกินจริง

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคหลงเข้าไปซื้อนั้นก็คือรีวิวของผู้ทานแบบก่อนทานและหลังทาน ในความเป็นจริงแล้วนั้นเราไม่ได้ไปทราบเบื้องหลังของคนเหล่านั้น เขาอาจจะออกกำลังกายและควบคุมอาหารด้วยก็เป็นได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วยาลดน้ำหนักเหล่านั้นไม่สามารถลดน้ำได้จริงหรอกนะ เพราะในยาลดน้ำหนักมีส่วนประกอบของยากดประสาท

ที่จะเข้าไปกดประสาทให้คุณมีความคิดไม่อยากอาหาร เมื่อคุณเช่นนั้นแล้ว คุณจะสั่งให้ตัวเองไม่ทานอาหาร ในทางตรงกันข้ามของร่างกายคุณที่มันเรียกร้องสารอาหาร เมื่อไม่มีสารอาหารใดๆเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะไปดึงไขมันออกมาใช้เป็นพลังงานแทน

นั้นจึงเป็นที่มาของความผอม ซึ่งไม่เกิดจากการใช้ยา แต่มันเป็นเพราะกลไกของร่างกายทุกคนต่างหาก ต่อให้คุณไม่ทานยาลดน้ำหนัก แล้วไม่ทานอาหาร ร่างกายก็จะทำเช่นนั้นเหมือนเดิม สรุปแล้วยาลดน้ำหนักมันไม่มีส่วนช่วยใดๆในการลดน้ำหนักเลย อย่าเอาเงินของคุณไปเสียให้กับของไม่มีประโยชน์อย่างนั้น กันกลับมาควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีกันดีกว่า

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ขายไหม

ต้องมีปัญหาการได้ยินระดับไหนจึงควรใช้เครื่องช่วยฟัง

โดยปกติคนเราควรจะมีการตรวจร่างกายปีละครั้งเพื่อตรวจสอบว่าเรามีความผิดปกติตรงไหนบ้างเพื่อจะได้รักษาได้ทันท่วงที ซึ่งการตรวจร่างกายประจำปีนั้นสิ่งหนึ่งที่เราควรจะตรวจนอกเหนือจากการตรวจหัวใจ การมองเห็น เราควรตรวจสอบเรื่องของการฟังด้วย มีหลายบริษัทที่กำหนดให้พนักงานต้องตรวจร่างกายประจำปี

และมีข้อกำหนดให้ตรวจเกี่ยวกับการได้ยิน เพราะการทำงานของแต่ละบริษัทจะไม่เหมือนกัน บางบริษัทเน้นการใช้งานเกี่ยวกับหู ดังนั้นส่วนหูจึงสำคัญมากที่สุด เช่นพนักงาน call center ที่ต้องคอยนั่งรับโทรศัพท์ตลอดทั้งวัน

สำหรับขั้นตอนการทดสอบการได้ยินเสียงของหูนั้นทางเจ้าหน้าที่จะทดสอบตั้งแต่เสียงดังปกติและลดเสียงลงไปเรื่อยๆ

โดยระดับการได้ยินเสียงปกติของคนเราจะอยู่ที่  -10 จนถึง 25 เดซิเบล ซึ่งหากได้ยินเสียงระดับนี้แสดงว่าหูของเราไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่หากการได้ยินเสียงอยู่ในระหว่าง 26-40 เดซิเบล นั้นหมายถึงว่าหูเราเริ่มมีความผิดปกติ แสดงถึงอาการหูตึงเล็กน้อย การได้ยินเสียงจะได้ยินเสียงพูดเบาเบา และเมื่อระดับอยู่ระหว่าง 41-55 เดซิเบล

นั้นหมายถึงหูมีความผิดปกติมากขึ้นเป็นการหูตึงปานกลาง หากระดับเสียงอยู่ระหว่าง56-70 เดซิเบล นั้นหมายถึงหูผิดปกติมากหูตึงมากแล้ว ซึ่งจำเป็นจะต้องพูดด้วยน้ำเสียงที่ดัง จึงจะเข้าใจและหากไปคุยกันในพื้นที่ที่มีคนเยอะแยะจะลำบากมาก หากระดับการได้ยินอยู่ที่ 71-90 แสดงว่าหูมีความผิดปกติเป็นอย่างมากเวลาคุยต้องพูดดังมากมากหรือต้องพูดเสียงตะโกน และหากว่าระดับการได้ยินเกินกว่า 90 เมื่อไหร่นั้นคืออาการของคนหูหนวกจะไม่ได้ยินแม้เสียงจะดังมากแค่ไหนก็ตาม

         อันที่จริงปัจจุบันมีการขาย เครื่องช่วยฟัง หลายแบบและมีระดับซึ่งเมื่อเราเริ่มรู้สึกว่าเราไม่ค่อยได้ยินเสียงเมื่อไหร่ เราก็สามรถเข้ามาทำสอบการใช้เครื่องช่วยฟัง เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิ์ภาพการได้ยินของหูได้เลย โดยที่เราไม่จำเป็นต้องรอจนหูดึงแล้วค่อยมาใช้ก็ได้  แต่คุณต้องเข้าใจว่าเครื่องช่วยฟัง คือเครื่องที่ช่วยให้เราได้ยินเสียงที่ดังชัดเจนขึ้น

ไม่ใช้เครื่องช่วยรักษาหูตึง หรือหูหนวก และการใส่เครื่องช่วยฟังก็ไม่ได้ทำให้เราหูตึงมากไปกว่าเดิม แต่หากเราไม่รีบรักษาอาการหูตึงก็จะยิ่งแย่ลงตามวันเวลา ดังนั้น ในระหว่างที่คุณมีการใช้เครื่องช่วยฟังก็ควรปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการของหูไปด้วย อย่าปล่อยให้สายเกินไปจนกลายเป็นโรคหูหนวกถาวร  

บุหรี่ไฟ้ฟ้าปากกา

สำหรับชุดที่เป็นแบบพร้อมสูบราคาของมันนั้นอยู่ประมาณ 400 บาทต่อชิ้นโดยที่รุ่นนี้มีความแตกต่างจากรุ่นอื่นๆไม่มมากเท่าไหร่นักแต่ก็ถือได้ว่าเป็นรุ่นนิยมโดยส่วนประกอบหลักๆของมันมีดังนี้

– บุหรี่ไฟฟ้า รุ่น ego-ce5

– แบตเตอรี่ ความจุ 650 mAjh

– สายชาร์จ USB

– น้ำยาแถม1ขวด!

บุหรี่ไฟฟ้าพร้อมสูบ รุ่น ego-ce5 จะเป้นรุ่นที่มีควันค่อนข้างเยอะ แต่ก็เป็นการทำให้ได้อรรถรสที่ดีไปอีกอย่าง สำหรับแบตเตอรี่นั้นอยู่ได้นานอยู่พอสมควรเรียกได้ว่าได้เป็นวัน อะตอมที่ให้กลิ่นได้ชัดเจน อีกทั้งยังผลิตจากอะครีลิคขึ้นรูป หมดปัญหาการรั่วซึม สามารถมองเห็นน้ำยาด้านใน

สำหรับคุณสมบัติของมันนั้นส่งผลดีและเสียอะไรบ้าง ซึ่งมีดังต่อไปนี้

– ไม่มีทาร์ และสิ่งที่เป็นสารอันตรายอื่นๆ อันเป็นต้นเหตุของมะเร็ง

– ไม่เป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นๆหรือผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม- ไม่มีอันตรายจากควันบุหรี่มือสองนั่นเอง

– ช่วยให้ผู้เลิกสูบบุหรี่แบบจริงได้ง่ายขึ้น- เลิกสูบบุหรี่จริงได้ภายใน 3 เดือนถ้าต้องการ

– รักษาสิ่งแวดล้อม ไม่มีการเผาไหม้- ฟันไม่เหลืองและไม่มีกลิ่นปาก

– The eGO เป็นรุ่นที่เหมาะสำหรับผู้ที่สูบหนักอย่างแท้จริง โดยเฉพาะแบตเตอรี่หนึ่งก่อนสามารถสูบได้ทั้งวัน

– เมื่อเปิดใช้งานครั้งแรก ควรใช้ไฟให้หมดและควรที่จะชาร์จแบตเตอร์รี่ครั้งแรกควรที่จะทำการชาร์จประมาณ 8 ชั่วโมง ชาร์จครั้งต่อๆไป ประมาณ 2-3 ชั่งโมง เมื่อไฟที่เครื่องชาร์จเป็นสีเขียว

– ควรที่จะขันเกลียวระหว่างแบตเตอรี่กับตัวทำควัน (Atomizer) หรือแบตเตอรี่กับแท่นชาร์จ ให้เพียงพอดึงๆมือไม่ต้องแน่นเท่าไรนัก เพื่อปกป้องความเสียหายจากขั้วแบตเตอรี่

– ควรจะทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่เช็ดน้ำยาที่ตกด้างอยู่ที่ขั้วให้แห้งทุกคราวก่อนชาร์จและก็ก่อนประกอบ Atomizer กับแบตเตอรี่

– เมื่อไฟในแบตเตอร์รี่หมด ไฟที่ปุ่มจะกระพริบโดยประมาณ 10 ครั้ง แปลว่าควรจะชาร์แบตเตอรี่แบตเตอร์รี่ แล้วก็ตัวเครื่องจะตัดการทำงานกดไม่ติดอีกต่อไป

  • 4 Colors for your choice: Silver, Pink, Blue, Black
  • Fits for Ego series electronic
  • Without burnt smell, liquid leak, large amount of smoke
  • Whole length: 154mm
  • Battery capacity: 1100mAh
  • Durable and repeatable use
  • Atomizer resistance: 2.4-2.8ohm
  • Cartridge capacity: 1200puffs
  • Atomizer capacity: 1.6ml
  • diameter: 14mm
  • USB charger length: 11.5cm
  • Battery life time: 300 times
  • 1 x USB Cable

หูหนวกหลังคลอดคืออะไร

สาเหตุของหูหนวกหลังคลอดคืออะไร

          ก่อนหน้านี้เคยอธิบายถึงสาเหตุของความผิดปกติด้านการได้ยินตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ แล้วว่ามีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง  ซึ่งนอกจากเด็กทารกจะมีปัญหาเกี่ยวกับหูตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ได้แล้ว ถึงแม้ตอนคลอดออกมาจะไม่พบความผิดปกติใดๆ

แต่ถ้าหากตอนที่คลอดออกมาแล้ว ทารกอาจพบความผิดปกติในภายหลังได้เช่นเดียว ทั้งนี้สาเหตุใหญ่ที่ทำให้มีความผิดปกติด้านการได้ยินหลังคลอดนั้น มีสาเหตุมาจากการเจ็บไข้ได้ป่วยซึ่งมีหลายโรคที่เมื่อเป็นแล้วจะมีอาการแทรกซ้อนทำให้มีผลกระทบกับการได้ยินของหู  โดยแบ่งโรคต่างๆออกเป็นดังนี้ 

  •  เด็กที่ป่วยด้วยโรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบ อาจมีการอาการแทรกซ้อนของโรคที่มีผลกระทบกับการได้ยินได้
  • เด็กที่ป่วยเป็นโรคมีติดต่อมาจากคนอื่น เช่น การเป็นโรคโรคไข้หวัดใหญ่ คางทูม หัดเยอรมันหรือแม้แต่โรคหัวใจ โรคต่างเหล่านี้หากเรารักษาไม่ถูกต้องหรือไม่ทันกาลจะมีผลกระทบกับการได้ยินเสียงของทารกเหมือนกัน เพราะเชื้อโรคจะแพร่กระจายจากภายในยังโพรงจมูกและมีผลกับหู
  • จากการที่เด็กเป็นโรคที่เกี่ยวกับ คอ หู ปาก จมูกโดยตรงเพราะอวัยวะทั้งหมดเหล่านี้จะมีการเชื่อมต่อถึงกันภายใน ดังนั้นหากจุดใดจุดหนึ่งมีเชื้อโรคจะสามารถลามไปถึงส่วนอื่นได้ด้วย
  • และอีกสาเหตุที่สำคัญคือ การเกิดอุบัติเหตุ เช่น การที่ทารกถูกทำร้าย สมองได้รับความกระทบกระเทือน หรือการตกเปล หรือตกบันได สาเหตุต่างๆเหล่านี้มีผลต่อการได้ยินของลูกน้อยทั้งหมด

จากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เกิดมาจากโรคภัยไข้เจ็บ และเกิดจากการเกิดอุบัติเหตุ

ดังนั้นหากเราต้องการป้องกันไม่ให้บุตรหลานของเราต้องกับปัญหาการได้ยินของหู หรือไม่อยากให้บุตรหลานของเราเป็นโรคหูหนวก จำเป็นที่จะต้องดูแลเอาใจใส่บุตรหลานเป็นอย่างมาก เพราะทารกยังไม่มีภูมิที่แข็งแกร่งพอที่จะต้านทานเชื้อโรคได้

ทางที่ดีที่สุดเมื่อครบกำหนดที่จะต้องฉีดวัคซีน

ควรนำทารกไปฉีดวัคซีนทุกครั้งตามที่แพทย์นัด และหากเวลาบุตรหลานไม่สบาย อย่าพยายามซื้อยาให้เด็กรับประทานเอง ควรพาเด็กไปพบแพทย์จะดีกว่า เพราะเด็กทารกยังไม่สามารถบอกเราได้ว่า เขามีความรู้สึกเจ็บหรือมีปัญหาตรงไหนบ้าง

ดังนั้นในการวิเคราะห์เกี่ยวกับโรคที่เด็กเป็นเราที่ไม่ชำนาญพอจะมีการให้ยาเด็กผิดพลาดซึ่งมีผลกับตัวเด็กเป็นอย่างมาก ควรให้ผู้เชี่ยวชาญ นั่นก็คือให้กุมารแพทย์เป็นผู้รักษาโดยตรง และที่สำคัญสุดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับทารกเราไม่ควรอยู่ห่างจากเด็กทารกเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ มั่นใจว่าหากมีการดูแลที่ดีมากพอทั้งเรื่องโรคภัยและเรื่องอันตรายจากอุบัติเหตุบุตรหลานของเราจะห่างไกลจากโรคหูหนวกแน่นอน

 

ขอขอบคุณเรื่องราวโดย เครื่องช่วยฟัง

ประโยชน์ และข้อควรระวังของต้นตีนเป็ด

ประโยชน์ และข้อควรระวังของต้นตีนเป็ด
ฤดูหนาวมาทีไร แถวๆ บ้านมักจะนิยมปลูกต้นตีนเป็ดหรือต้นพญาสัตบรรณเอาไว้ ซึ่งคงจะได้กลิ่นจากดอกของต้นนี้อย่างเห็นได้ชัด บ้างก็ว่าหอมสดชื่น บ้างก็ว่าเหม็นจนถึงมึนหัว แม้กระนั้นไม่ว่าเช่นไรต้นตีนเป็ดก็เปลี่ยนเป็นเครื่องหมายของ “อากาศหนาว” ไปโดยปริยาย

นอกจากต้นตีนเป็ด จะเป็นไม้ยืนต้นที่ให้ร่มเงากับพวกเราได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ยังมีคุณประโยชน์ดีๆ ที่ช่วยรักษาอาการต่างๆ ในฐานะของการเป็นสมุนไพรไทยได้อีกด้วย

ต้นตีนเป็ด หรือพญาสัตบรรณ กับผลดีๆต่อร่างกาย
1. เปลือกของลำต้นมีรสขม สามารถเอามาทำเป็นยาที่ช่วยสำหรับการเจริญอาหาร ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยทุเลาลักษณะของโรคโรคเบาหวาน แก้หวัด แก้ไอ ทุเลาอาการหลอดลมอักเสบ

2. เปลือกของลำต้น ช่วยรักษาโรคบิด ท้องเดิน ท้องเสียเรื้อรัง โรคลำไส้และลำไส้ติดเชื้อ

3. เปลือกของลำต้น ต้มน้ำอาบ ลดอาการผื่นคัน

4. ยางจากลำต้น ใช้หยอดหูแก้ลักษณะของการปวดหู รวมทั้งใช้อุดฟันเพื่อทุเลาลักษณะของการปวดฟัน

5. ใบอ่อน เอามาต้มเพื่อดื่มรักษาโรคลักปิดลักเปิด

6. ใบ และยาง คนอินเดียใช้รักษาแผล แผลเปื่อยยุ่ย แผลตุ่มหนอง แล้วก็ลักษณะของการปวดตามข้อ

ข้อควรคำนึงของต้นตีนเป็ด หรือต้นพญาสัตบรรณ
จำให้ดีว่า ต้นตีนเป็ด (Alstonia scholaris) กับต้นตีนเป็ดน้ำ หรือต้นตีนเป็ดสมุทร (Cerbera odollam) ต่างกัน ต้นตีนเป็ดน้ำจะมีลำต้นเล็กกว่า และส่วนใหญ่จะเจออยู่ชายน้ำ ขอบลำคลอง หรือป่าชายเลน มีดอกสีขาวพร้อมกลิ่นอ่อนๆ ผลเป็นลูกกลมๆ ถ้าลูกหลุดจากต้นแล้วแห้ง สามารถเอามารดน้ำปลูกฯลฯ ใหม่ได้

แค่ 8 ข้อ เพื่อสุขภาพที่ดี

สุขภาพที่ดีต้องเริ่มต้นจากภายใน คุ้นไหมกับประโยคนี้ หากคุณคุ้น ๆ แล้ว คิดว่ามันไม่จริง บอกได้เลยว่า มันคือเรื่องจริงค่ะ ขนาดผิวสวยยังต้องบำรุงให้ลึกเข้าไปด้านใน แล้วสุขภาพร่างกายที่ดีจะหนีไปไหนพ้น หากไม่ใช่การที่ต้องดูแลจากภายใน เพียงแค่คุณดูแข็งแรง ไม่ได้แปลว่าคุณแข็งแรง ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คุณมีร่างกายแข็งแรง หากใครยังนึกไม่ออกว่าจะเลือกทานอย่างไรจึงจะได้สุขภาพ ลองนำ 8 ข้อนี้ไปใช้เป็นไอเดียกันดู

1. ดื่มน้ำสะอาด น้ำเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ทุกเซลล์ในร่างกายประกอบด้วยน้ำทั้งสิ้น หากร่างกายขาดน้ำจะทำให้ระบบต่างๆ ทำงานไม่สมดุล น้ำสะอาดที่เราดื่มทุกวันมีส่วนช่วยให้สุขภาพดี หากคุณไม่ชินกับการดื่มน้ำเยอะๆ ลองค่อยๆ เริ่มจากการดื่มน้ำครั้งละ 1 แก้วทุกชั่วโมงดูสิ รับรองว่าจะช่วยสร้างนิสัยการดื่มน้ำเปล่าอย่างได้ผล
2. เปลี่ยนทีละนิด เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทีละเล็กละน้อย เพราะการกินเป็นส่วนสำคัญของสุขภาพการปรับพฤติกรรมการกินเป็นการเปลี่ยนจากอาหารที่เคยกินตามปกติเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น
3. เลี่ยงอาหารรสจัด อย่างที่ทราบกันดีว่าคนไทยชอบกินรสจัด เค็มจัด หวานจัด เผ็ดจัด บางครั้งต่อมรับรสของคนที่ชอบอาหารรสจัดก็ปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงเมื่อคุณเปลี่ยนพฤติกรรมการกินไม่ทัน ดังนั้นลองค่อยๆ ลดน้ำตาลหรือเครื่องปรุงแต่งอื่นๆ ลง

4. เน้นผลไม้ ผลไม้มีประโยชน์มากกว่าความอร่อย เพราะช่วยให้ร่างกายสดชื่นและได้รับวิตามินอย่างเพียงพอ เพราะฉะนั้นควรรับประทานทุกวันหรือทุกมื้อยิ่งดี

5. เลือกอาหารสุขภาพ เช่น หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมันแล้วหันมาทานเป็นแบบไม่ติดมัน หรือลองเลือกข้าวกล้องแทนข้าวขาว ไก่แทนหมู เลี่ยงอาหารทอด เป็นต้น
6. ซื้ออาหารสดดีกว่า หมายความว่าเราเลือกซื้ออาหารแบบที่ทำสดที่ปรุงสุกดีกว่า ทานอาหารประเภทแบบแช่แข็ง หรืออาหารตามร้านสะดวกซื้อ ที่ต้องผ่านการเวฟ เพราะอาหารเหล่านี้มีโซเดียมสูง และอาจมีสารอาหารไม่ครบ 5 หมู่
7. อ่านฉลากทุกครั้ง เพื่อศึกษาคุณค่าทางโภชนาการและส่วนประกอบของอาหารแต่ละชนิด บางชนิดโซเดียมสูง น้ำตาลสูง แคลลอรี่เยอะ
8. ทำอาหารเอง เพราะการทำอาหารเอง ทำให้เราสามารถเลือกสรรวัตถุดิได้เอง ทั้งวัตถุดิบที่นำมาใช้ และวัตถุดิบในการปรุง วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้มีสุขภาพดีแล้วยังประหยัดอีกด้วย

มะเร็งตับอ่อนกับพฤติกรรมโคตรเสี่ยง

ตับอ่อน คือ หนึ่งในอวัยวะสำคัญที่อยู่ในส่วนของระบบทางเดินอาหาร โดยมีรูปร่างลักษณะ เป็นต่อมทรงยาวรีคล้ายใบไม้ ตำแหน่งในร่างจะอยู่ด้านหลังกระเพาะอาหารใกล้กับลำไส้เล็กส่วนต้น หน้าที่ของตับอ่อน คือ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเซลล์จากต่อมมีท่อที่มีหน้าที่สร้างน้ำย่อยอาหารโดยเฉพาะไขมัน โดยน้ำย่อยจะผ่านเข้าไปในลำไส้เล็กผ่านทางท่อตับอ่อน

โรคมะเร็งตับอ่อน แค่ชื่อก็คงทราบแล้วว่า เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นบริเวณตับอ่อน ซึ่งปัจจุบันสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดเช่นเดียวกับมะเร็งส่วนอื่นๆ ของร่างกาย แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถบ่งบอกถึงปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะนำพาหรือก่อให้เกิดมะเร็งตับอ่อนได้ ดังนี้

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งตับอ่อน

  • พันธุกรรม หากในครอบครัวของเรามีคนเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนหรือเคยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนมาก่อน ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็น
  • เป็นเพศชาย อายุ 60-65 ปี จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนในเพศ และวัยอื่นๆ
  • เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานานหลายปี
  • เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน มาก่อนอยู่แล้ว

พฤติกรรมเสี่ยงโรคมะเร็งตับอ่อน

  • ไม่ควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • รับประทานอาหารมัน อาหารทอด มากเกินไป
  • สูบบุหรี่จัด
  • ดื่มแอลกอลฮอล์มากเกินไป

อาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งตับอ่อน

  • มีอาการเจ็บปวดที่บริเวณช่องท้องส่วนบน และร้าวไปถึงทางด้านหลัง
  • มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง
  • สีของปัสสาวะเข้มขึ้น
  • รู้สึกว่าอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมากไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  • ถ่ายอุจจาระแล้วเห็นคราบมัน เพราะตับอ่อนเริ่มย่อยอาหารประเภทไขมันไม่ได้
  • ในระยะที่ก้อนมะเร็งใหญ่ขึ้น อาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
  • ในผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการของโรคเบาหวานร่วมด้วย

วิธีป้องกันโรคมะเร็งตับอ่อน
ในปัจจุบัน โรคมะเร็งตับอ่อน ยังคงไม่สามารถใช้วิธีตรวจคัดกรองเบื้องต้นได้ ดังนั้นเราจึงควรที่จะดูแลตัวเองให้มากๆ และทำทุกวิธีทางที่จะป้องกันให้ดีที่สุด โดยมีวิธีป้องกันมาแนะนำกัน ดังต่อไปนี้

  • พยายามไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • ควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • หากเป็นโรคอ้วนให้ลดน้ำหนัก หากเป็นโรคเบาหวานควรควบคุมอาการของโรคให้ดี
  • งดสูบบุหรี่ และงดดื่มแอลกอฮอล์
  • รับประทานอาหารไขมันต่ำ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที-1 ชั่วโมง
  • เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

ไข่เยี่ยวม้า อันตรายหรือปลอดภัย

เพื่อนของเราคนหนึ่งเป็นคนที่ชอบทานไข่เยี่ยวม้ามากค่ะ เห็นสั่งอาหารทานทีไร ทุกเมนูจะต้องประกอบไปด้วยไข่เยี่ยวม้า ไม่ว่าจะเป็นกระเพราไข่เยี่ยวม้า ผัดฉ่าไข่เยี่ยวม้า ผัดพริกแกงไข่เยี่ยวม้า ยำไข่เยี่ยวม้า และอีกสารพัดเมนูที่ไม่เคยขาดไข่เยี่ยวม้า ทานจนเราสงสัยว่าทานไข่เยี่ยวม้าบ่อยขนาดนี้ จะเป็นอันตรายกับร่างกายหรือไม่ ไข่เยี่ยวม้าทำมาจากอะไร มีวิธีสังเกตไข่เยี่ยวม้าที่ปลอดภัยต่อร่างกายหรือไม่ วันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลมาฝากกันค่ะ

ไข่เยี่ยวม้า คืออะไร?
ไข่เยี่ยวม้าเป็นผลผลิตจากการการถนอมอาหารประเภทไข่อย่างหนึ่ง เหมือนกับการทำไข่เค็มที่นำไปดองเกลือ แต่สำหรับไข่เยี่ยวม้า จะทำการถนอมอาหารด้วยการพอกด้วยปูนขาวผสมใบชา เกลือป่น และขี้เถ้าที่นวดด้วยน้ำเย็น หรืออีกวิธีหนึ่งคือ นำไปแช่ในน้ำที่มีส่วนผสมของสารละลายเบส ที่มีปูนขาว เกลือ โซดาแอช ชาดำ และสังกะสีออกไซด์

นอกจากสูตรดังกล่าว ผู้ผลิตบางรายอาจมีสูตรทำแตกต่างจากนี้ได้เล็กน้อย

ไข่เยี่ยวม้า อันตราย?
ปัจจุบันมีพ่อค้าแม่ค้าบางรายที่แอบใช้สารตะกั่วออกไซด์ หรือซัลไฟด์ลงในส่วนผสมที่ใช้พอกหรือแช่ เพื่อช่วยให้ไข่กลายเป็นไข่เยี่ยวม้าได้เร็ว และเห็นผลมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ไข่เยี่ยวม้าที่ผลิตมีสารตะกั่วปนเปื้อนได้

อันตรายจากสารตะกั่วในไข่เยี่ยวม้า
หากเราทานอาหารที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่บ่อยๆ อาจทำให้มีอาการท้องผูก และส่งผลต่อการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์ไขกระดูก ระบบประสาท ไต หรืออาจเลยไปถึงกล้ามเนื้อกระดูกข้อมือ ข้อเท้า ที่อาจเกิดอาการอัมพาต หรือสมองบวม ชัก และอาจถึงเสียชีวิตได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้รับสารตะกั่วปนเปื้อนในอาหารนานนับเดือน ดังนั้นหากไม่ได้ทานไข่เยี่ยวม้าที่ปนเปื้อนสารตะกั่วอยู่เป็นประจำ ก็พอจะวางใจได้ว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากนัก

วิธีสังเกต ไข่เยี่ยวม้า ปนเปื้อนสารตะกั่วหรือไม่?
วิธีสังเกตสารตะกั่วปนเปื้อนอย่างง่ายๆ คือสังเกตที่ไข่ขาว ว่ามีสีดำมากเกินไปหรือไม่ อาจจะเป็นลักษณะสีดำขุ่น ไม่ใช่สีน้ำตาลเข้มใสๆ อย่างที่เคยเห็นกัน ถ้าผิดสังเกตแบบนี้ขอให้สันนิษฐานว่าเป็นไข่เยี่ยวม้าที่ปนเปื้อนสารตะกั่วจากขั้นตอนการทำไข่เยี่ยวม้า

ทานไข่เยี่ยวม้าอย่างไรถึงจะปลอดภัย?
เลือกผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน และเชื่อถือได้ในเรื่องของคุณภาพ ลักษณะของไข่ไข่ขาวจะต้องเป็นสีน้ำตาลใส ไม่ดำเกินไป และไม่ขุ่น นอกจากนี้ควรเลือกทานไข่เยี่ยวม้าอยากหลายๆ ผู้ผลิต เพื่อไม่ให้ได้รับสารบางอย่างติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป และสุดท้ายถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรทานไข่เยี่ยวม้าบ่อยจนเกินไป ควรเลือกทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันนานเกินไป เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลายเพียงพอต่อการดำเนินชีวิตค่ะ

เผยเคล็ดลับการดูแลตับอย่างไรให้แข็งแรง

            คุณคยสังเกตไหมว่าอวัยวะภายในของเราอันไหนอ้วนและโตที่สุด

คำตอบก็คือตับ โดยตับของผู้ใหญ่นั้นทีมแพทย์ได้ทำการส่อองกล้องจุลทัศเข้าไปดูพบว่าตับปกติจะมีน้ำหนักราว 1.3 ถึง 3.0 กิโลกรัม และจะมีลักษณะเฉพาะคือนุ่มเหมือนกับฟองน้ำที่เราใช้ในการล้างจาน แต่สีจะต่างจากฟองน้ำเพราะตับจะมีสีชมพูอมน้ำตาลหรือจะออกแดงๆก็ว่าได้ และตับเป็นอวัยวะภายในที่วัดจากมวลทั้งหมดในร่างกายของเราที่ร่วมทั้งภายในและภายนอกโดยตับมีขนาดใหญ่มากที่สุดแค่ยังเป็นอันดับสอง รองจากผิวหนังของเราที่ห่อหุ่มร่างกายเอาไว้ และตับนั้นยังเป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย

ตำแหน่งที่ถูกต้องของตับจะวางตัวของมันอยู่ในทางด้านขวาบนของช่องท้องของเรา และอยู่ใต้กะบังลม หากลองเอามือไปกดตรงใต้ซี่โครงก็จะสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของตับ

นอกจากนี้ความยาวของตับบางส่วนยังมีขนาดที่ยาวเกิดจนไปวางอยู่บนกระเพาะอาหารอีกด้วย โดยทิศทางของปลายทางด้านซ้ายสุดของตับนั้นจะเป็นเหมือนลูกศรที่จะชี้ไปทางม้าม ชิ้นส่วนด้านล่างสุดของตับยังมีอวัยวะที่เป็นลักษณะของถุงน้ำดีที่วางตัวอยู่ใต้ตับอีกด้วย

หากคุณลองจิตนาการตามดูลำดับในช่องท้องของเรานั้นอันแรกเลยก็จะเป็นตับที่เป็นขนาด 1 ต่อ 3 จากจำนวนทั้งหมดในช่องท้อง ต่อมาก็จะเป็นถุงน้ำดีของเราที่นอนอยู่ทางด้านซ้ายล่างของตับและถัดมาก็จะเป็นลำไส้ใหญ่ที่ขดเป็นวงกลมล้อมรอบลำไส้เล็กอยู่ ทุกๆอย่างในกระเพราะหรือช่องท้องของเราจำทำงานเป็นขั้นเป็นตอนเป็นลำดับเหมือนกับหุ่นยนต์โดยเริ่มแรกอาหารจะถูกส่งมายังตับก่อนและตับก็จะส่งต่อไปยังถุงน้ำดีในส่วนที่เป็นสารพิษและต่อมาก็จะส่งไปยังลำไส้ต่างๆ

หากถามว่าเรามีวิธีหรือ เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง ไหม? 

แน่นอนคะว่ามีอย่างแน่นอน แต่เราต้องดูแลตั้งแต่เริ่มแรกนั้นก็คืออย่ารอให้ตับของเราเป็นอะไรไปเสียก่อน หรือเริ่มดูแลตั้งแต่แรกๆที่ตับยังแข็งแรงอยู่นั้นเอง และในสมัยนี้ต้องบอกว่าวิธีการดูแลมีค่อนข้างมาก อาจจะด้วยการออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์และบำรุงตับโดยเฉพาะหรือแม้กระทั่งสมุนไพรที่บำรุงตับเองก็มีผลิตขึ้นมาแล้ว

ข้อเท้าแพลง (ankle sprain) รับมือได้

ข้อเท้าแพลง (ankle sprain) เป็นอุบัติเหตุที่ขึ้นโดยที่เราไม่ได้คาดคิด ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ข้อเท้าแพลงนั้นก็มีหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากอุบัติเหตุรอบตัว การออกกำลังกาย เป็นต้น

สาเหตุหลักๆที่ทำให้ข้อเท้าแพลงคือ

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ในปัจจุบันสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเท้าแพลงมาจากอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆเป็นส่วนใหญ่ เช่น ตกบันได ก้าวพลาด ตกส้นสูง เท้าพลิก เป็นต้น

อุบัติเหตุจากการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา
อาการเท้าแพลงที่เกิดขึ้นมากที่สุดจะมาจากการออกกำลังกายโดยอาการที่เท้าแพลงที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะมาจากการที่เอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเท้านั้นฉีกขาด เลยทำให้ข้อเท้าไม่มั่นคง ซึ่งกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการเท้าแพลงนั้น เช่น วิ่ง หกล้ม เล่นกีฬาข้อเท้าพลิก เป็นต้น

อุบัติเหตุจากการสวมรองเท้าที่ไม่เหมาะกับขนาดเท้า โดยสำหรับคุณผู้หญิงที่ใช้รองเท้าส้นสูงจะเพิ่มโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ข้อเท้าพลิกขณะสวมใส่ทำกิจกรรมได้

ลักษณะอาการเบื้องต้น

ระดับที่ 1 : มีอาการปวด บวม กดแล้วเจ็บ ที่บริเวณเท้า

ระดับที่ 2 : เอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเท้ามีการฉีกขาดบางส่วน ปวด บวม ที่บริเวณเท้ามาก

ระดับที่ 3 : ระดับนี้รุนแรงที่สุด เอ็นที่บริเวณเท้ามีการฉีกขาดทั้งหมด เดินลงน้ำหนักไม่ได้

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อข้อเท้าแพลง

Δ หลักการ R.I.C.E

  • R-Rest นั่งพักเพื่อสังเกตอาการจากข้อเท้าแพลงว่ารุนแรงไหม
  • I-ICE ประคบเย็นเพื่อลดบวมและช่วยให้เลือกออกน้อยลง โดยประคบเย็นประมาณ 15 นาที ทุกๆ 2 ชม. ข้อห้ามไม่ควรประคบร้อน หรือนวดบริเวณที่เกิดการบาดเจ็บในระยะแรกเพราะจะทำให้บวมมากยิ่งขึ้น
  • C-Compression ใช้ผ้าพันบริเวณที่บวม และพยายามไม่เคลื่อนไหว ถ้าไม่จำเป็นเพราะจะทำให้ ปวดในบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ
  • E-Evaluation ยกปลายเท้าให้สูงขึ้น เพื่อลดบวมและลดความเจ็บปวด

พบแพทย์

เมื่อเราได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ โดยแนวทางการรักษาทางการแพทย์มีดังนี้

  • ซักประวัติและตรวจร่างกายโดยเฉพาะบริเวณที่มีอาการปวด
  • พิจารณาตรวจทางรังสีเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีกระดูกหัก
  • โดยทั่วไปจะใช้เวลารักษา 6-8 สัปดาห์ แต่ภาวะข้อเท้าบวมจะหายก่อน
  • พักเท้าให้มากที่สุด อาจจะใส่เผือก หรือใช้ผ้าพัน และอาจจะใช้ไม้เท้าช่วยพยุงน้ำหนัก
  • การประคบน้ำแข็งให้กระทำทันที่ที่ได้รับอุบัติเหตุซึ่งจะช่วยลดอาการอักเสบได้มาก
  • ใช้ผ้าพันหรือใส่เผือกเพื่อลดอาการบวม
  • ให้ยกเท้าสูงเพื่อลดอาการบวม

ผลกระทบที่เกิดขึ้น

ผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อเราข้อเท้าแพลงนั้นคือ มีโอกาสเท้าพลิกได้ง่ายกว่าคนทั่วไป มีอาการปวดข้อเท้าหรือกระดูกข้อเท้าเรื้อรัง โดยทั้งนี้เมื่อเราเกิดอาการเท้าแพลง ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้น และรอดูอาการถ้าไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ทันที