คลังเก็บหมวดหมู่: สุขภาพ

การดูแลและรักษาเล็บ

เล็บมือของเรานั้นบางครั้งเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่ได้ดูเหมือนว่าจำเป็นมากนัก แต่ที่จริงแล้วก็ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์ในบางครั้งด้วย การดูแลรักษาเล็บนั้นจึงถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ และควรมีการดูและรักษาที่ถูกต้อง

เพราะเล็บนั้นไม่ว่าจะเป็นเล็บมือหรือเล็บเท้านั้นก็ถือเป็นอวัยวะในร่างกายอย่างนึ่งที่ควรมีการรักษาดุแลให้สะอาดอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้าหากไม่มีการราและดูแลที่ถูกวิธีแล้วนั้นบางครั้งก็อาจจะก่อเกิดเชื้อโรคเรื้อรังได้

ซึ่งปัญหาเล็บที่พบได้นั้นจะแบ่งเป็นเล็บมือและเล็บเท้า เล็บมือนั้นอาจจะไม่ได้มีปัญหาอะไรมากอาจจะแค่มีดอกสีขาวขึ้นที่เล็บและดอกเล็บนั้นไม่ได้ส่งผลอันตรายต่อร่างกายมากนักเพียงแต่ร่างกายเตือนว่าร่างกายนั้นกำลังขาดวิตามินบางอย่างดังนั้นเราก็เพียงทานวิตามินให้มากขึ้น ซึ่งวิตามินต่างๆเหล่านั้นก็สามารถหาทานได้จากผักผลไม้นั่นเอง

และปัญหาของเล็บมืออีกอย่างหนึ่งก็คือปัญหาเล็บเหลืองซึ่งปัญหาเหล่านี้มักจะเกิดในผู้หญิงที่ชื่นชอบในการทาสีเล็บต่าง ๆ ซึ่งการทาสีเล็บนั้นเป็นเหมือนการเอาสารเคมีมาใส่ในเล็บนั่นเองเพราะสีทาเล็บต่างๆนั้นเป็นสารเคมีนั่นเองจึงทำให้สามารถติดที่เล็บได้นานนั่นเอง ดังนั้นสำหรับผู้หญิงที่รักสวยรักงามนั้นการทาเล็บไม่ใช่เรื่องต้องห้ามขนาดนั้น

แต่หากมีการทาเล็บอยู่ตลอดเวลานั้นควรจะมีช่วงเวลาที่ให้เล็บนั้นได้พักบ้างหรือการเว้นระยะการทานั่นเอง การดูและรักษาเล็บมือนั้นก็สามารถทำได้เองบ้านได้และควรมีการทำอย่างสม่ำเสมอด้วยเพื่อสุขภาพเล็บที่ดี การดูแลเล็บมือนั้นก็เริ่มจากขั้นตอนการตัดเล็บและหนังด้านข้างเล็บเพร้าหากไม่มีการตัดหนังด้านข้างเล็บนั้น

ก็อาจจะทำให้หนังนั้นนูนขึ้นมาและอาจจะทำให้หนังนั้นไปดันกับเล็บและเกิดอาการเจ็บและอักเสบได้ ดังนั้นการตกแต่งเล็บและหนังก็เป็นสิ่งที่สำคัญ การบำรุงเล็บด้วยครีมบำรุงก็ถือเป็นวิธีที่ง่ายมากเพียยงแค่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับเล็บหรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้บำรุงเล็บโดยเฉพาะสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามซุปเปอร์มาเก็ตหรือร้านขายยา นำครีมมาทาบริเวณเล็บมือทุกวันก็จะทำให้สุขภาพเล็บนั้นดีขึ้นและแข็งแรงด้วย

เล็บเท้าส่วนมากปัญหาที่เกิดกับเล็บเท้าคงจะหนีไม่พ้นเล็บขบซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายและเป็นสิ่งที่ทรมานอย่างมากเพราะจะมีอาการเจ็บและปวดนั่นเอง ดังนั้นการป้องกันการเกิดเล็บขบคือการตัดเล็บและตัดหนังให้สะอาดนั่นเองและหากไม่สามารถทำได้ก็อาจจะไปร้านที่รบทำเล็บโดยตรงจะดีกว่า เพราะหากไม่มีการดูแลและเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นมานั้นจะกลายเป็นโรคเรื้อรังได้เลยทีเดียว

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

การรับเชื้อเอชไอวีทางเลือด

การที่จะรับเชื้อได้สองรูปแบบนั่นคือทางเข็มฉีดยาและรับเลือดจากผู้ที่มีเชื้อหรือจากการผ่าตัดนั่นเอง การที่เรารับเชื้อผ่านจากการใช้เข็มฉีดยานั้น เพราะว่าเข็มแท่งนั้นอาจจะทำการใช้ฉีดกับผู้ที่ได้รับเชื้อมา แต่เรามิทราบแล้วมีการใช้เข็มฉีดยากันต่อ

ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ที่ใช้ร่วมกันได้รับเชื้อเอชไอวีได้ ในส่วนของการติดต่อทางด้านนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่ชอบใช้สารเสพติดบางอย่างร่วมกัน ในส่วนของการติดทางเลือดจากการผ่าตัดนั้น อย่างที่เราทราบกันว่าเลือดสามารถทำให้ติดเชื้อเอชไอวีได้

ฉะนั้นบางที่เรารับเลือดมาโดยที่ไม่มีการตรวจสอบอย่างละเอียดก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียแบบนี้ก็ได้

การรับเชื้อเอชไอวี

อย่างที่เราทราบกันว่าการรับเชื้อเอชไอวีได้นั้น นอกจากจะผ่านทางเลือดแล้ว สามารถติดต่อจาการมีเพศสัมพันธ์ โดยที่ไม่ป้องกันหรือสวมถุงยางอนามัย อาจจะติดเอจากน้ำอสุจิหรอของเหลวตรงช่องคลอดก็ได้

เราจะเห็นได้ว่านอกจากการติดเชื้อทางเลือด ทางเพศก็มีความนิยมในการติดเชื้อเอชไอวีเหมือนกัน แต่การที่ติดเชื้อทางเลือดนั้น ก็ทำให้รับผลกระทบต่างๆอย่างมากเช่นกัน ถ้าหากผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีนั้น ได้มีการตั้งครรภ์ ก็อาจจะทำให้ส่งผลกระทบต่อเด็กเมื่อคลอดออกมาได้เช่นกัน แต่ในปัจจุบันนี้เริ่มมีการคิดค้นการต้านตัวเชื้อเอชไอวีนี้

จึงมีวิธีการแก้ปัญหาสำหรับเด็กที่ได้รับเชื้อเอชไอวีขณะที่แม่ตั้งครรภ์อยู่ โดยมีวิธีการรักษาเบื้องต้นดังนี้ คือการให้เด็กนั้น รับประทานยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี เพื่อที่จะลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากแม่ สำหรับการติดต่อทางเลือดนี้ ถือว่ามีความเสี่ยงหลายแนวทางอย่างมาก

ไม่ว่าเรานั้นจะทำอะไรจะต้องมีความระวังในการสัมผัสกับเลือดของผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีได้ เพราะเราก็ไม่ทราบว่าใครได้รับเชื้อบ้าง บางครั้งเราอาจจะไปเจาะหูแล้วเข็มที่เจาะผ่านผู้ที่ได้รับชื้อเอชไอวีมา ก็ทำให้เรานั้นสามารถที่จะรับเชื้อจากสิ่งเหล่านี้ได้เช่นกัน นอกจากนั้น

บางครั้งเราเป็นแผลก็ต้องมีข้อควรระวังเหมือนกัน อย่าให้แผลมีการสัมผัสต่อสิ่งที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เพราะว่ามันจะทำให้เรารับเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น ฉะนั้นเราต้องรู้จักการระวังและการหลีกเลี่ยงด้วย

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

หน้าร้อนทำไมถึงเป็นสิวได้ง่าย

เมื่อเข้าหน้าร้อนอาจจะเป็นฤดูของสาวๆหลายคนที่อยากจะโชว์ผิวสวย  หรือว่าอยากที่จะโชว์ว่าเรามีเรือนร่างที่สวยงามแต่ว่าในอากาศที่ร้อนนั้นก็มาด้วยเรื่องสิวที่เป็นความกังวลให้กับสาวๆหลายๆคน เพราะว่าด้วยอากาศที่ร้อนและก็เหงื่อที่ไหล

ที่ทำให้เราเป็นสิวได้ง่ายกว่าในช่วยฤดูอื่น   เพราะว่าอากาศที่ร้อนทำให้เรานั้นมีเหงื่อมากขึ้นร่างกายของเราขาดน้ำหรือว่าผิวหนังของเราผลิตเหงื่อให้ไหลออกมาจนทำให้เราเป็นสิวขึ้นที่หน้าเมื่อผิวของเราผลิตน้ำมันออกมาที่มาก

และก็กลายมาเป็นสิวที่อุดตัน หรือว่าผื่นจากการที่เราแพ้สารระคายเคือง จึงทำให้เราเป็นสิวอักเสบเต็มหน้า 

    และในวันนี้เว็บ  แทงหวยหุ้น   ของเราจะมาวิธีในการที่เราต้องดูแลใบหน้าและลดสิวกันว่าเราควรที่จะอย่างไรไม่ให้เราเป็นสิวเมื่อที่เรานั้นต้องอยู่กลางแจ้ง หรือว่าเวลาที่เราออกไปไหน

  1. สวมใส่สิ่งของปกปิดใบหน้า     เพราะด้วยแสงแดดที่เผาผลาญผิวของเราเมื่อเข้าหน้าร้อนเมื่อเราต้องทำกิจกรรมที่เราต้องตากแดดนานๆก็อาจจะมีผลกระทบต่อผิวของเราได้  โดยปกติเราก็ต้องหาสิ่งของที่ช่วยปกปิดบังแดดอย่างเช่น  หมวก  ผ้า  ร่ม  ที่เราสามารถที่จะหาซื้อเองได้ง่ายตามร้านทั่วไปเพื่อที่จะช่วยลดหรือว่าบังแสงแดดความร้อนนั้นได้  อย่างน้อยก็ช่วยลดอาการที่ผิวถูกทำร้ายจากแสงแดดซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและดีที่สุด  
  2. ล้างหน้าให้สะอาด  เราควรที่จะล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำลายผิวหน้า  หรือว่าที่เขาออกแบบมาเพื่อที่จะล้างทำความสะอาดหน้าโดยเฉพาะสิว  อย่างน้อยวันละ 2 ครั้งเพราะว่าการที่เราล้างหน้าด้วยน้ำที่สะอาดเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอเพราะว่าเครื่องสำอางที่ติดอยู่ที่หน้าของเรายังออกไม่หมด  การที่เราล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่สำหรับล้างหน้าจะช่วยให้เราล้างเครื่องสำอางที่เราแต่งหน้านั้นออกหมด  

เนื่องด้วยอากาศที่ร้อนเราไม่ควรที่จะล้างหน้ากันบ่อย  อาจจะมีหลายๆคนนั้นคิดว่าการที่เราล้างหน้าบ่อยๆนั้นเป็นเรื่องที่ดีแต่ความเป็นจริงนั้นเป็นเรื่องที่ผิดเพราะว่าจะทำร้ายผิวของเราให้แห้งเข้าไปอีก และก็เป็นการที่เราไปกระตุ้นต่อมน้ำมันให้ออกมามากเกินไป  ดังนั้นเราควรที่จะล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้งก็เพียงพอ

การที่เราเครื่องสำอางที่เหมาะกับสภาพของผิว   ด้วยอากาศที่ร้อนเราควรเลือกครีมทาหน้าที่เป็นน้ำมากกว่าที่เป็นน้ำมันเพราะว่าการที่เรานั้นเลือกครีมที่เป็นน้ำมันจะทำให้หน้าของเราเยิ้มมากขึ้น  และอากาศร้อนแบบนี้เราควรเลือกครีมทาหน้าที่เป็นแบบว่านหางจระเข้เพราะว่าจะช่วยในเรื่องของสิว  แล้วยังใช่ไม่ให้หน้าของเราเกิดอาการแสบร้อนเพราะว่าเราออกไปตากแดดมาหรือว่าช่วยลดอาการของสิวที่อักเสบนั้นได้ 

การดูแลและทำความสะอาดของใช้เด็ก  

เมื่อเรานั้นมีลูกน้อยเราต้องดูแลเรื่องความสะอาดตั้งแต่เสื้อผ้า ร่างกายของลูกน้อยเพราะว่าเด็กน้อยนั้นไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลยเราเป็นแม่เราต้องดูแลทุกอย่างตั้งแต่ตัวลูกน้อยและรวมไปถึงการใช้ของใช้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นขวดนมหรือว่าขวดน้ำ ทุกๆสิ่งเราควรที่จะดูแลและทำความสะอาดอย่างเป็นสุขลักษณ์ 

เพื่อให้ลูกน้อยของเรานั้นมีสุขภาพที่ดีแข็งแรงไม่เป็นโรคและได้รับสิ่งที่ไม่อาด เพราะว่าเด็กน้อยนั้นยังไม่มีภูมิคุ้มกัน การที่เรานั้นดูแลลูกน้อยอย่างดีนั้นลูกน้อยของเรานั้นจะได้ไม่มีเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย การที่เรานั้นทำความสะอาดตั้งแต่เสื้อผ้าและการใส่ผ้าออ้มนั้นการที่เรานั้นซักเสื้อผ้าเราก็ควรที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเด็กน้อย

เพราะว่าเด็กน้อยนั้นเป็นผิวที่บ่อบางและแพ้สารเคมีอย่างง่ายดาย แต่ถ้าเราซักเสื้อผ้าโดยที่ไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเด็กนั้นอาจจะทำให้เด็กน้อยหรือว่าลูกน้อยของเรานั้นเกิดอาการแพ้สารเคมีและทำให้มีอาการแพ้ที่ผิวหนังไม่ว่าจะเป็นตุ่มแดงหรือว่าเป็นผื่นขึ้นตามผิวหนังดังนั้นเราควรที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเด็กอ่อนซึ่งเดียวนี้นั้นมีให้เรานั้นเลือกใช้อย่างมากมายเรานั้น

ควรเลือกใช้ให้ถูกกับผิวเด็กน้อย นั่นคือน้ำยาซักผ้าเด็กที่มีให้แม่ๆนั้นเลือกใช้อย่างหลายยี่ห้อเลย และรวมไปถึงการล้างขวดนมลูกน้อยนั้นเราก็ควรที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการล้างขวดนมเพราะว่าการที่เรานั้นใช้ของที่เกี่ยวกับเด็กน้อยนั้น

จะได้ไม่มีสารตกค้างอยู่ที่ขวดนมของลูกน้อยเรา น้ำยาล้างขวดนมนั้นมีให้เรานั้นเลือกหลายหลากยี่ห้อเหมือนกันอยู่ที่เรานั้นจะเลือกซื้อแบบไหน จากที่เรานั้นล้างขวดนมที่ใส่น้ำยาและล้างน้ำเปล่าแล้วใช่ว่าจะเสร็จเพียงแค่นี้ เราต้องมีการนึ่งขวดนมด้วยเพื่อที่จะฆ่าเชื้อโรคที่มากับขวดนมหรือว่าที่เรานั้นปล่อยให้ขวดนมลูกน้อยนั้นบูด

การที่เรานั้นปล่อยให้ขวดนมลูกน้อยนั้นเสียหรือว่านมบูดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ดีเลยเรานั้นต้องดูแลลูกน้อยเรานั้นอย่างสะอาดเพราะว่าลูกน้อยเรานั้นยังไม่มีภูมิคุ้มกันอะไร เราซึ่งเป็นแม่นั้นควรที่จะ ใส่ใจและดูแลลูกน้อยอย่างดีที่สุดเพราะว่าถ้าเรานั้น

ไม่ใส่ใจและดูแลถ้าลูกน้อยเรานั้นเป็นอะไรขึ้นมานั้นจะทำให้เรานั้นเครียดมากเพราะว่าเด็กนั้นไม่สามารถที่บอกหรือพูดได้ว่าเป็นอะไร การที่เรานั้นดูแลลูกทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสื้อผ้า การใช้ขวดนมที่สะอาดหลังจากที่เรานั้นล้างเสร็จเรานั้นก็ควรที่นึ่งขวดนมด้วยหรือว่าต้มขวดนมเพื่อที่จะฆ่าเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของลูกน้อยเรา

 

ขอบคุณเว็บ  ชุดตรวจ hiv  ที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด

ประโยชน์ และข้อควรระวังของต้นตีนเป็ด

ประโยชน์ และข้อควรระวังของต้นตีนเป็ด
ฤดูหนาวมาทีไร แถวๆ บ้านมักจะนิยมปลูกต้นตีนเป็ดหรือต้นพญาสัตบรรณเอาไว้ ซึ่งคงจะได้กลิ่นจากดอกของต้นนี้อย่างเห็นได้ชัด บ้างก็ว่าหอมสดชื่น บ้างก็ว่าเหม็นจนถึงมึนหัว แม้กระนั้นไม่ว่าเช่นไรต้นตีนเป็ดก็เปลี่ยนเป็นเครื่องหมายของ “อากาศหนาว” ไปโดยปริยาย

นอกจากต้นตีนเป็ด จะเป็นไม้ยืนต้นที่ให้ร่มเงากับพวกเราได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ยังมีคุณประโยชน์ดีๆ ที่ช่วยรักษาอาการต่างๆ ในฐานะของการเป็นสมุนไพรไทยได้อีกด้วย

ต้นตีนเป็ด หรือพญาสัตบรรณ กับผลดีๆต่อร่างกาย
1. เปลือกของลำต้นมีรสขม สามารถเอามาทำเป็นยาที่ช่วยสำหรับการเจริญอาหาร ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยทุเลาลักษณะของโรคโรคเบาหวาน แก้หวัด แก้ไอ ทุเลาอาการหลอดลมอักเสบ

2. เปลือกของลำต้น ช่วยรักษาโรคบิด ท้องเดิน ท้องเสียเรื้อรัง โรคลำไส้และลำไส้ติดเชื้อ

3. เปลือกของลำต้น ต้มน้ำอาบ ลดอาการผื่นคัน

4. ยางจากลำต้น ใช้หยอดหูแก้ลักษณะของการปวดหู รวมทั้งใช้อุดฟันเพื่อทุเลาลักษณะของการปวดฟัน

5. ใบอ่อน เอามาต้มเพื่อดื่มรักษาโรคลักปิดลักเปิด

6. ใบ และยาง คนอินเดียใช้รักษาแผล แผลเปื่อยยุ่ย แผลตุ่มหนอง แล้วก็ลักษณะของการปวดตามข้อ

ข้อควรคำนึงของต้นตีนเป็ด หรือต้นพญาสัตบรรณ
จำให้ดีว่า ต้นตีนเป็ด (Alstonia scholaris) กับต้นตีนเป็ดน้ำ หรือต้นตีนเป็ดสมุทร (Cerbera odollam) ต่างกัน ต้นตีนเป็ดน้ำจะมีลำต้นเล็กกว่า และส่วนใหญ่จะเจออยู่ชายน้ำ ขอบลำคลอง หรือป่าชายเลน มีดอกสีขาวพร้อมกลิ่นอ่อนๆ ผลเป็นลูกกลมๆ ถ้าลูกหลุดจากต้นแล้วแห้ง สามารถเอามารดน้ำปลูกฯลฯ ใหม่ได้

แค่ 8 ข้อ เพื่อสุขภาพที่ดี

สุขภาพที่ดีต้องเริ่มต้นจากภายใน คุ้นไหมกับประโยคนี้ หากคุณคุ้น ๆ แล้ว คิดว่ามันไม่จริง บอกได้เลยว่า มันคือเรื่องจริงค่ะ ขนาดผิวสวยยังต้องบำรุงให้ลึกเข้าไปด้านใน แล้วสุขภาพร่างกายที่ดีจะหนีไปไหนพ้น หากไม่ใช่การที่ต้องดูแลจากภายใน เพียงแค่คุณดูแข็งแรง ไม่ได้แปลว่าคุณแข็งแรง ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คุณมีร่างกายแข็งแรง หากใครยังนึกไม่ออกว่าจะเลือกทานอย่างไรจึงจะได้สุขภาพ ลองนำ 8 ข้อนี้ไปใช้เป็นไอเดียกันดู

1. ดื่มน้ำสะอาด น้ำเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ทุกเซลล์ในร่างกายประกอบด้วยน้ำทั้งสิ้น หากร่างกายขาดน้ำจะทำให้ระบบต่างๆ ทำงานไม่สมดุล น้ำสะอาดที่เราดื่มทุกวันมีส่วนช่วยให้สุขภาพดี หากคุณไม่ชินกับการดื่มน้ำเยอะๆ ลองค่อยๆ เริ่มจากการดื่มน้ำครั้งละ 1 แก้วทุกชั่วโมงดูสิ รับรองว่าจะช่วยสร้างนิสัยการดื่มน้ำเปล่าอย่างได้ผล
2. เปลี่ยนทีละนิด เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทีละเล็กละน้อย เพราะการกินเป็นส่วนสำคัญของสุขภาพการปรับพฤติกรรมการกินเป็นการเปลี่ยนจากอาหารที่เคยกินตามปกติเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น
3. เลี่ยงอาหารรสจัด อย่างที่ทราบกันดีว่าคนไทยชอบกินรสจัด เค็มจัด หวานจัด เผ็ดจัด บางครั้งต่อมรับรสของคนที่ชอบอาหารรสจัดก็ปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงเมื่อคุณเปลี่ยนพฤติกรรมการกินไม่ทัน ดังนั้นลองค่อยๆ ลดน้ำตาลหรือเครื่องปรุงแต่งอื่นๆ ลง

4. เน้นผลไม้ ผลไม้มีประโยชน์มากกว่าความอร่อย เพราะช่วยให้ร่างกายสดชื่นและได้รับวิตามินอย่างเพียงพอ เพราะฉะนั้นควรรับประทานทุกวันหรือทุกมื้อยิ่งดี

5. เลือกอาหารสุขภาพ เช่น หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมันแล้วหันมาทานเป็นแบบไม่ติดมัน หรือลองเลือกข้าวกล้องแทนข้าวขาว ไก่แทนหมู เลี่ยงอาหารทอด เป็นต้น
6. ซื้ออาหารสดดีกว่า หมายความว่าเราเลือกซื้ออาหารแบบที่ทำสดที่ปรุงสุกดีกว่า ทานอาหารประเภทแบบแช่แข็ง หรืออาหารตามร้านสะดวกซื้อ ที่ต้องผ่านการเวฟ เพราะอาหารเหล่านี้มีโซเดียมสูง และอาจมีสารอาหารไม่ครบ 5 หมู่
7. อ่านฉลากทุกครั้ง เพื่อศึกษาคุณค่าทางโภชนาการและส่วนประกอบของอาหารแต่ละชนิด บางชนิดโซเดียมสูง น้ำตาลสูง แคลลอรี่เยอะ
8. ทำอาหารเอง เพราะการทำอาหารเอง ทำให้เราสามารถเลือกสรรวัตถุดิได้เอง ทั้งวัตถุดิบที่นำมาใช้ และวัตถุดิบในการปรุง วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้มีสุขภาพดีแล้วยังประหยัดอีกด้วย

มะเร็งตับอ่อนกับพฤติกรรมโคตรเสี่ยง

ตับอ่อน คือ หนึ่งในอวัยวะสำคัญที่อยู่ในส่วนของระบบทางเดินอาหาร โดยมีรูปร่างลักษณะ เป็นต่อมทรงยาวรีคล้ายใบไม้ ตำแหน่งในร่างจะอยู่ด้านหลังกระเพาะอาหารใกล้กับลำไส้เล็กส่วนต้น หน้าที่ของตับอ่อน คือ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเซลล์จากต่อมมีท่อที่มีหน้าที่สร้างน้ำย่อยอาหารโดยเฉพาะไขมัน โดยน้ำย่อยจะผ่านเข้าไปในลำไส้เล็กผ่านทางท่อตับอ่อน

โรคมะเร็งตับอ่อน แค่ชื่อก็คงทราบแล้วว่า เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นบริเวณตับอ่อน ซึ่งปัจจุบันสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดเช่นเดียวกับมะเร็งส่วนอื่นๆ ของร่างกาย แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถบ่งบอกถึงปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะนำพาหรือก่อให้เกิดมะเร็งตับอ่อนได้ ดังนี้

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งตับอ่อน

  • พันธุกรรม หากในครอบครัวของเรามีคนเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนหรือเคยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนมาก่อน ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็น
  • เป็นเพศชาย อายุ 60-65 ปี จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนในเพศ และวัยอื่นๆ
  • เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานานหลายปี
  • เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน มาก่อนอยู่แล้ว

พฤติกรรมเสี่ยงโรคมะเร็งตับอ่อน

  • ไม่ควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • รับประทานอาหารมัน อาหารทอด มากเกินไป
  • สูบบุหรี่จัด
  • ดื่มแอลกอลฮอล์มากเกินไป

อาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งตับอ่อน

  • มีอาการเจ็บปวดที่บริเวณช่องท้องส่วนบน และร้าวไปถึงทางด้านหลัง
  • มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง
  • สีของปัสสาวะเข้มขึ้น
  • รู้สึกว่าอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมากไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  • ถ่ายอุจจาระแล้วเห็นคราบมัน เพราะตับอ่อนเริ่มย่อยอาหารประเภทไขมันไม่ได้
  • ในระยะที่ก้อนมะเร็งใหญ่ขึ้น อาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
  • ในผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการของโรคเบาหวานร่วมด้วย

วิธีป้องกันโรคมะเร็งตับอ่อน
ในปัจจุบัน โรคมะเร็งตับอ่อน ยังคงไม่สามารถใช้วิธีตรวจคัดกรองเบื้องต้นได้ ดังนั้นเราจึงควรที่จะดูแลตัวเองให้มากๆ และทำทุกวิธีทางที่จะป้องกันให้ดีที่สุด โดยมีวิธีป้องกันมาแนะนำกัน ดังต่อไปนี้

  • พยายามไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • ควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • หากเป็นโรคอ้วนให้ลดน้ำหนัก หากเป็นโรคเบาหวานควรควบคุมอาการของโรคให้ดี
  • งดสูบบุหรี่ และงดดื่มแอลกอฮอล์
  • รับประทานอาหารไขมันต่ำ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที-1 ชั่วโมง
  • เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

ไข่เยี่ยวม้า อันตรายหรือปลอดภัย

เพื่อนของเราคนหนึ่งเป็นคนที่ชอบทานไข่เยี่ยวม้ามากค่ะ เห็นสั่งอาหารทานทีไร ทุกเมนูจะต้องประกอบไปด้วยไข่เยี่ยวม้า ไม่ว่าจะเป็นกระเพราไข่เยี่ยวม้า ผัดฉ่าไข่เยี่ยวม้า ผัดพริกแกงไข่เยี่ยวม้า ยำไข่เยี่ยวม้า และอีกสารพัดเมนูที่ไม่เคยขาดไข่เยี่ยวม้า ทานจนเราสงสัยว่าทานไข่เยี่ยวม้าบ่อยขนาดนี้ จะเป็นอันตรายกับร่างกายหรือไม่ ไข่เยี่ยวม้าทำมาจากอะไร มีวิธีสังเกตไข่เยี่ยวม้าที่ปลอดภัยต่อร่างกายหรือไม่ วันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลมาฝากกันค่ะ

ไข่เยี่ยวม้า คืออะไร?
ไข่เยี่ยวม้าเป็นผลผลิตจากการการถนอมอาหารประเภทไข่อย่างหนึ่ง เหมือนกับการทำไข่เค็มที่นำไปดองเกลือ แต่สำหรับไข่เยี่ยวม้า จะทำการถนอมอาหารด้วยการพอกด้วยปูนขาวผสมใบชา เกลือป่น และขี้เถ้าที่นวดด้วยน้ำเย็น หรืออีกวิธีหนึ่งคือ นำไปแช่ในน้ำที่มีส่วนผสมของสารละลายเบส ที่มีปูนขาว เกลือ โซดาแอช ชาดำ และสังกะสีออกไซด์

นอกจากสูตรดังกล่าว ผู้ผลิตบางรายอาจมีสูตรทำแตกต่างจากนี้ได้เล็กน้อย

ไข่เยี่ยวม้า อันตราย?
ปัจจุบันมีพ่อค้าแม่ค้าบางรายที่แอบใช้สารตะกั่วออกไซด์ หรือซัลไฟด์ลงในส่วนผสมที่ใช้พอกหรือแช่ เพื่อช่วยให้ไข่กลายเป็นไข่เยี่ยวม้าได้เร็ว และเห็นผลมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ไข่เยี่ยวม้าที่ผลิตมีสารตะกั่วปนเปื้อนได้

อันตรายจากสารตะกั่วในไข่เยี่ยวม้า
หากเราทานอาหารที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่บ่อยๆ อาจทำให้มีอาการท้องผูก และส่งผลต่อการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์ไขกระดูก ระบบประสาท ไต หรืออาจเลยไปถึงกล้ามเนื้อกระดูกข้อมือ ข้อเท้า ที่อาจเกิดอาการอัมพาต หรือสมองบวม ชัก และอาจถึงเสียชีวิตได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้รับสารตะกั่วปนเปื้อนในอาหารนานนับเดือน ดังนั้นหากไม่ได้ทานไข่เยี่ยวม้าที่ปนเปื้อนสารตะกั่วอยู่เป็นประจำ ก็พอจะวางใจได้ว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากนัก

วิธีสังเกต ไข่เยี่ยวม้า ปนเปื้อนสารตะกั่วหรือไม่?
วิธีสังเกตสารตะกั่วปนเปื้อนอย่างง่ายๆ คือสังเกตที่ไข่ขาว ว่ามีสีดำมากเกินไปหรือไม่ อาจจะเป็นลักษณะสีดำขุ่น ไม่ใช่สีน้ำตาลเข้มใสๆ อย่างที่เคยเห็นกัน ถ้าผิดสังเกตแบบนี้ขอให้สันนิษฐานว่าเป็นไข่เยี่ยวม้าที่ปนเปื้อนสารตะกั่วจากขั้นตอนการทำไข่เยี่ยวม้า

ทานไข่เยี่ยวม้าอย่างไรถึงจะปลอดภัย?
เลือกผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน และเชื่อถือได้ในเรื่องของคุณภาพ ลักษณะของไข่ไข่ขาวจะต้องเป็นสีน้ำตาลใส ไม่ดำเกินไป และไม่ขุ่น นอกจากนี้ควรเลือกทานไข่เยี่ยวม้าอยากหลายๆ ผู้ผลิต เพื่อไม่ให้ได้รับสารบางอย่างติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป และสุดท้ายถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรทานไข่เยี่ยวม้าบ่อยจนเกินไป ควรเลือกทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันนานเกินไป เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลายเพียงพอต่อการดำเนินชีวิตค่ะ

ข้อเท้าแพลง (ankle sprain) รับมือได้

ข้อเท้าแพลง (ankle sprain) เป็นอุบัติเหตุที่ขึ้นโดยที่เราไม่ได้คาดคิด ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ข้อเท้าแพลงนั้นก็มีหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากอุบัติเหตุรอบตัว การออกกำลังกาย เป็นต้น

สาเหตุหลักๆที่ทำให้ข้อเท้าแพลงคือ

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ในปัจจุบันสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเท้าแพลงมาจากอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆเป็นส่วนใหญ่ เช่น ตกบันได ก้าวพลาด ตกส้นสูง เท้าพลิก เป็นต้น

อุบัติเหตุจากการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา
อาการเท้าแพลงที่เกิดขึ้นมากที่สุดจะมาจากการออกกำลังกายโดยอาการที่เท้าแพลงที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะมาจากการที่เอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเท้านั้นฉีกขาด เลยทำให้ข้อเท้าไม่มั่นคง ซึ่งกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการเท้าแพลงนั้น เช่น วิ่ง หกล้ม เล่นกีฬาข้อเท้าพลิก เป็นต้น

อุบัติเหตุจากการสวมรองเท้าที่ไม่เหมาะกับขนาดเท้า โดยสำหรับคุณผู้หญิงที่ใช้รองเท้าส้นสูงจะเพิ่มโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ข้อเท้าพลิกขณะสวมใส่ทำกิจกรรมได้

ลักษณะอาการเบื้องต้น

ระดับที่ 1 : มีอาการปวด บวม กดแล้วเจ็บ ที่บริเวณเท้า

ระดับที่ 2 : เอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเท้ามีการฉีกขาดบางส่วน ปวด บวม ที่บริเวณเท้ามาก

ระดับที่ 3 : ระดับนี้รุนแรงที่สุด เอ็นที่บริเวณเท้ามีการฉีกขาดทั้งหมด เดินลงน้ำหนักไม่ได้

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อข้อเท้าแพลง

Δ หลักการ R.I.C.E

  • R-Rest นั่งพักเพื่อสังเกตอาการจากข้อเท้าแพลงว่ารุนแรงไหม
  • I-ICE ประคบเย็นเพื่อลดบวมและช่วยให้เลือกออกน้อยลง โดยประคบเย็นประมาณ 15 นาที ทุกๆ 2 ชม. ข้อห้ามไม่ควรประคบร้อน หรือนวดบริเวณที่เกิดการบาดเจ็บในระยะแรกเพราะจะทำให้บวมมากยิ่งขึ้น
  • C-Compression ใช้ผ้าพันบริเวณที่บวม และพยายามไม่เคลื่อนไหว ถ้าไม่จำเป็นเพราะจะทำให้ ปวดในบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ
  • E-Evaluation ยกปลายเท้าให้สูงขึ้น เพื่อลดบวมและลดความเจ็บปวด

พบแพทย์

เมื่อเราได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ โดยแนวทางการรักษาทางการแพทย์มีดังนี้

  • ซักประวัติและตรวจร่างกายโดยเฉพาะบริเวณที่มีอาการปวด
  • พิจารณาตรวจทางรังสีเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีกระดูกหัก
  • โดยทั่วไปจะใช้เวลารักษา 6-8 สัปดาห์ แต่ภาวะข้อเท้าบวมจะหายก่อน
  • พักเท้าให้มากที่สุด อาจจะใส่เผือก หรือใช้ผ้าพัน และอาจจะใช้ไม้เท้าช่วยพยุงน้ำหนัก
  • การประคบน้ำแข็งให้กระทำทันที่ที่ได้รับอุบัติเหตุซึ่งจะช่วยลดอาการอักเสบได้มาก
  • ใช้ผ้าพันหรือใส่เผือกเพื่อลดอาการบวม
  • ให้ยกเท้าสูงเพื่อลดอาการบวม

ผลกระทบที่เกิดขึ้น

ผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อเราข้อเท้าแพลงนั้นคือ มีโอกาสเท้าพลิกได้ง่ายกว่าคนทั่วไป มีอาการปวดข้อเท้าหรือกระดูกข้อเท้าเรื้อรัง โดยทั้งนี้เมื่อเราเกิดอาการเท้าแพลง ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้น และรอดูอาการถ้าไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ทันที

รู้เท่าทันมะเร็งปอด

มะเร็งปอด

มะเร็งปอดมีกี่ระยะ

มะเร็งปอดแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ไม่ต่างจากโรคมะเร็งชนิดอื่น

– มะเร็งปอดระยะที่ 1 ก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดเล็ก และยังไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง

– มะเร็งปอดระยะที่ 2 ก้อนเนื้อขนาดโตขึ้น และเริ่มลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด

– มะเร็งปอดระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งโตขึ้นมาก และลุกลามเข้าเนื้อเยื่อข้างเคียงหรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองในช่องอก หรือลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองเหนือไหปลาร้า

– มะเร็งปอดระยะที่ 4 โรคมะเร็งแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เกิดน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด หรือแพร่กระจายเข้าสู่กระแสโลหิตไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ คือ ตัวปอดเอง กระดูก สมอง และตับ

มะเร็งปอด ตรวจพบไว โอกาสหายยิ่งมาก

การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการตรวจจากเสมหะ การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ การทำ CT Scan หรือการเอกซเรย์ปอด แต่การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในขณะนี้ก็คือการตรวจมะเร็งปอดด้วย PET scan ซึ่งกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งปอดควรเข้ารับการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดอัตราเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคนี้นะคะ

มะเร็งปอด ใครเสี่ยงบ้าง กลุ่มไหนควรตรวจมะเร็งปอดที่สุด

สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งปอด ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยโดยเร็วที่สุด โดยกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งปอด มีดังนี้

– ผู้ที่มีอายุระหว่าง 55-74 ปี ร่วมกับมีประวัติสูบบุหรี่อย่างน้อย 30 pack years และหยุดสูบบุหรี่มาน้อยกว่า 15 ปี

– ผู้ที่มีอายุอย่างน้อย 50 ปี ร่วมกับมีประวัติการสูบบุหรี่อย่างน้อย 20 pack years และมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดนอกเหนือจากกลุ่มควันบุหรี่มือสอง อย่างน้อย 1 อย่าง ดังนี้

+ มีประวัติสัมผัสแร่ใยหิน ก๊าซเรดอน หรือสารก่อมะเร็งอื่น ๆ

+ มีประวัติเป็นมะเร็งชนิดอื่นในร่างกาย

+ มีประวัติเป็นโรคปอดเรื้อรัง

+ มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปอด

หากใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว ควรตรวจเช็กสุขภาพอย่างละเอียดและเข้ารับการตรวจ PET scan สักครั้งด้วยนะคะ

 

มะเร็งปอด รักษาอย่างไร

การรักษามะเร็งปอดมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน ขึ้นอยู่กับระยะมะเร็งปอดที่เป็น รวมไปถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วยด้วย โดยวิธีรักษามะเร็งปอดมีอยู่ด้วยกัน 5 ทางเลือก ดังนี้

1. การผ่าตัด

มักจะใช้รักษามะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น ไปจนถึงระยะที่ 3 เฉพาะในรายที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าหากผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก เนื้อปอดที่หลงเหลืออยู่จะเพียงพอต่อการหายใจ ทั้งนี้ขนาดของปอดที่ตัดออกจะขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของมะเร็ง ซึ่งแพทย์อาจเลือกตัดปอดบางกลีบหรือตัดออกทั้งกลีบ หรือตัดปอดออกทั้งข้าง ร่วมกับอวัยวะอื่น ๆ ที่เซลล์มะเร็งลุกลามไปด้วย เช่น กลีบปอดร่วม หรือเนื้อเยื่อที่กั้นกลางช่องอก เพื่อตัดเอาเซลล์มะเร็งออกให้มากที่สุด

2. การฉายแสง

รังสีรักษาหรือการฉายแสงจะใช้รักษามะเร็งปอดที่ไม่สามารถผ่าตัดเซลล์มะเร็งออกได้ หรืออาจใช้การฉายแสงกับผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ผ่าตัดเซลล์มะเร็งออกไปไม่หมดหรือคาดว่าเซลล์มะเร็งอาจงอกขึ้นมาอีกได้หลังจากการผ่าตัด อย่างไรก็ตามการฉายสีรักษามะเร็งปอดยังช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยมะเร็งปอดได้ เช่น ในผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีการอุดกั้นของหลอดเลือดดำใหญ่ มีอาการปวดกระดูก หรืออาการทางสมอง เป็นต้น

3. เคมีบำบัด

วิธีนี้มักให้ผลการรักษาที่ดีกับผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีสภาพร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ และมีเซลล์มะเร็งในร่างกายค่อนข้างน้อย โดยการใช้เคมีบำบัดรักษามะเร็งปอดจะช่วยกำจัดและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ทั่วร่างกาย ทั้งนี้การให้ยาเคมีบำบัดจะเป็นในรูปยาฉีดเข้าเส้น และมักจะใช้ยาหลายตัวร่วมกันเพราะให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพกว่าการใช้ยาตัวเดียว

4. การรักษาแบบเฉพาะเจาะจง

หรือการรักษามะเร็งปอดด้วยการให้แอนติบอดี้ต่อเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่ไม่ส่งผลไปยังเซลล์ปกติของร่างกาย ซึ่งจะช่วยลดผลข้างเคียงของการรักษา ต่างจากการทำเคมีบำบัด

5. การรักษาแบบผสมผสาน

การรักษามะเร็งปอดโดยทั่วไปแพทย์มักจะพิจารณาใช้หลาย ๆ วิธีรักษาร่วมกัน อย่างการผ่าตัดร่วมกับการทำเคมีบำบัด การผ่าตัดร่วมกับการฉายแสงรักษา เนื่องจากผลลัพธ์ของการรักษาและผลข้างเคียงของการรักษาในแต่ละวิธีมีความต่างกัน ดังนั้นแพทย์จึงจำเป็นต้องเลือกใช้วิธีรักษาที่เหมาะสมกับอาการและสภาพร่างกายของผู้ป่วยด้วย