คลังเก็บป้ายกำกับ: เครื่องช่วยฟัง

เมื่อไร่ที่เรานั้นต้องใส่แว่นตา 

ก็มีหลายๆคนที่ที่เกิดมานั้นสายตาไม่ได้สั้นหรือว่าเอียงอะไรเลยการที่เรานั้นใส่แว่นตานั้นเมื่อก่อนนั้นจะถูกล้อเลียนด้วยการว่าเป็นเด็กเรียนหรอแต่เอาเข้าจริงนั้นการที่เราจะเรียนดีหรือว่าเรียนแย่นั้นไม่ได้เกี่ยวกับการที่เราใส่แว่นตาเลย

ไม่เกี่ยวกับว่าสมองของคนเรานั้นในแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันความจำนั้นก็ไม่เหมือนกัน เพราะว่าในเมื่อตอนที่เรานั้นเด็กเมื่อสายตาของเรานั้นสั้นแต่ถูกกลับเพื่อนนั้นล้อว่าเป็นเรียนทั้งที่เรานั้นเรียนหนังสือก็ไม่ได้เก่งอะไรจึงทำให้เรานั้นไม่กล้าที่จะใส่แว่นตา

ก็เลยกลายมาเป็นว่าการที่เราต้องไปเพ่งหรือว่าอ่านหนังสืออะไรนั้นมันก็เลยทำให้สายตาของเรานั้นแย่ลงและลดลงไปเรื่อยๆเมื่อพอเวลาที่เราโตขึ้นสายตาของเรานั้นต้องแย่ลงเพราะว่าเป็นผลของการที่เราไม่ยอมใส่แว่นตา 

  • ตาของคุณนั้นเริ่มล้าเมื่อเรานั้นต้องจ้องอยู่แต่หน้าคอม กล้ามเนื้อที่ตาของเรานั้นเริ่มมีอาการจากการที่เราต้องเพ่งต้องใช้สายตาในการมองหรือว่าทำงานเกี่ยวกับการจ้องคอมพิวเตอร์และจะยิ่งทำงานหนักมากขึ้นทุกวันก็ทำให้เรานั้นมีปัญหาทางด้านสายตามากขึ้นแล้วถ้าเรานั้นยิ่งไม่ใส่แว่นเพื่อที่จะถนอมสายตาด้วนอ่ะนะจังทำให้ตานั้นล้าและก็จะทำให้เรานั้นง่วงนอนหากว่าเรานั้นใส่แว่นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นให้เรานั้นพยายที่จะกระพริบตาบ่อยๆหรือว่าดันจอคอมพิวเตอร์ให้ห่างออกจากตัวคุณเพื่อที่จะทำให้กล้ามเนื้อที่ตานั้นทำงานน้อยลง 
  • คุณนั้นต้องใช้ไฟในการอ่านหนังสือ แต่ถ้าว่าไฟของคุณนั้นสว่างไม่พอให้เปิดไฟเพิ่มแต่ถ้าหากว่าตัวคุณนั้นได้เพิ่มไฟแล้วแต่ว่าการอ่านการมองเห็นก็ยังเหมือนเดิมนั้นคุณก็ควรที่จะไปหาแว่นนั้นมาซื้อใส่ได้แล้ว เพราะว่านี่อาจจะเป็นสัญญาณในการที่ต้องให้คุณนั้นไปตรวจสายตา และนี่ก็เป็นเรื่องที่ปกติเพราะว่าเมื่อเรานั้นเริ่มอายุที่มากขึ้นนั้นเราก็ต้องใส่แว่นตาเพื่อที่จะได้มองเห็น
  • คุณนั้นใช้ระยะห่างมากขึ้นเมื่อคุณนั้นอ่านหนังสือ หากว่าคุณนั้นสายตาสั้นระยะห่างระหว่างตาและหนังสือนั้นจะสั้นลงกว่าปกติ แต่ถ้าว่าคุณนั้นสายตาที่ยาวระยะห่างนั้นก็จะไกลขึ้น
  • คุณมีอาการที่ปวดหัวบ่อยๆ  ในการที่เรานั้นใช้สายตาในการที่เรานั้นเพ่งมากนั้นจะทำให้เรานั้นมีอาการปวดหัวหรือว่าทำให้มีอาการที่ปวดหัวที่อยู่แล้วนั้นเริ่มแย่ลงไปอีกอาการทีปวดกระบอกตาด้านในอาจจะเกิดขึ้นเมื่อคุณนั้นมีสายตาที่ยาวหรือว่าเอียง ซึ่งสามารถแก้ไขได้ง่ายๆเพียงแค่คุณนั้นใส่แว่นตา แต่ถ้าหากว่าเรานั้นต้องใช้สายตานั้นเราต้องพักสายตาประมาณ 20 นาที ให้เรานั้นมองไปที่อื่นหรือว่ามองออกไปไกลสัก 20 นาที

 

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

การดูแลสุขภาพไห้ดี

เชื่อว่าหลายๆคนตระหนักถึงการดูแลร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อร่างกายและสุขภาพของเรามาก เพราะว่าเนื่องจากจะทำไห้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วนั้นจากปราศจากโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย ซึ่งการดูแลสุขภาพร่างกายไห้ดีอยู่เสมอนั้นนอกจากจะสุขภาพดีแล้ว

ยังทำไห้ร่างกายของเรานั้นแข็งแรงสดใสและแจ่มใสอีกด้วย การดูแลตนเองนั้นทำได้หลายวิธีเลยทีเดียว เพราะแต่ละวิธีนั้นจะส่งผลที่แตกต่างต่อร่างกายของเราออกไป เช่น การพักผ่อนไห้เพียงพอ เป็นต้น ซึ่งก็ทำได้ไม่ยากเลยเพราะเป็นผลดีมากทีเดียวเพราะจะทำไห้ร่างกายของเรานั้นสดชื่นได้เต็มที่

ซึ่งวิธีการดูแลตนเองไห้สุขภาพแข็งแรงนั้นมีอยู่ได้หลายๆวิธี ได้แก่

1.การพักผ่อนไห้เพียงพอ ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคนเรา เพราะคนเราจะไม่พักผ่อนนอนหลับนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งถ้าร่างกายของเราได้รับการชัดดาวน์นั้น เวลาตื่นมาก็ทำไห้เรารู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย ทำไห้เรามีแรงและสดชื่นตลอดทั้งวันถ้าเราพักผ่อนเพียงพอ

2.การทำจิตใจไห้ปลอดโปร่งแจ่มใส ไม่เครียด การทำไห้หัวสมองของเราไม่คิดเรื่องอะไรเครียดๆนั้น นับเป็นสิ่งที่ดีอย่างมากเพราะการทำจิตใจไห้ร่าเริงแจ่มใสนั้นเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากจะทำไห้เราไม่ซึมด้วยนั้น เรายังมีอารมณ์ขันไม่ทำหน้าบูดบึ้งอีกด้วย

3.การกินของที่มีประโยชน์ หลายๆคนคงทำยากกับเรื่องนี้มาก เพราะในใจทุกคนคงจะคิดแต่เรื่องฟาสต์ฟฟู๊ดเพราะเป็นอาหารที่อร่อยถูกปากใครหลายๆคน แต่จะขอแนะนำเลยว่าเราไม่ได้ห้ามเด็ดขาดขนาดนั้น เพราะพสามารถรับประทานได้ แต่อย่าบ่อยครั้ง

เพราะอาจจะทำไห้เกิดไขมันสะสมในร่างกายได้ แต่จะขอแนะนำอาหารที่ดีต่อสุขภาพเลยคือ ผัก หรือสลัด ต้องเป็นผักที่ปลอดสารพิษไม่ใช้สารเคมีใด ๆเพื่อเร่งการเจริญเติบโต เพราะอาจเป็นสารตกค้างในร่างกายของเรา ซึ่งมันไม่ดี จึงขอแนะนำไห้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และปลอดภัย

4.การดื่มน้ำไห้เพียงพอหรือดื่มไห้มาก หลายๆคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าการดื่มน้ำนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายของเรามากแค่ไหน เช่น การทำไห้ขับถ่ายของเสียออกทางปัสสวะ หรือการดื่มเพื่อไม่ไห้ร่างกายนั้นขาดน้ำหรือกระหายน้ำนั่นเอง ซึ่งการดื่มน้ำนั้นขาดไม่ได้เลยจริง ๆ เพราะน้ำมีประโยชน์ต่อร่างกายของเรามาก ๆ ฉะนั้นควรดื่มน้ำวันละ7-8 แก้วกันนะคะ

เห็นไหมล่ะว่าการดูแลร่างกายนั้นมันเป็นเรื่องง่ายมาก ๆเลยทีเดียวเพระฉะนั้นเเล้วหันมาดูแลสุขภาพกันเยอะๆนะคะ เพื่อการใช้ชีวิตแบบปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

ต้องมีปัญหาการได้ยินระดับไหนจึงควรใช้เครื่องช่วยฟัง

โดยปกติคนเราควรจะมีการตรวจร่างกายปีละครั้งเพื่อตรวจสอบว่าเรามีความผิดปกติตรงไหนบ้างเพื่อจะได้รักษาได้ทันท่วงที ซึ่งการตรวจร่างกายประจำปีนั้นสิ่งหนึ่งที่เราควรจะตรวจนอกเหนือจากการตรวจหัวใจ การมองเห็น เราควรตรวจสอบเรื่องของการฟังด้วย มีหลายบริษัทที่กำหนดให้พนักงานต้องตรวจร่างกายประจำปี

และมีข้อกำหนดให้ตรวจเกี่ยวกับการได้ยิน เพราะการทำงานของแต่ละบริษัทจะไม่เหมือนกัน บางบริษัทเน้นการใช้งานเกี่ยวกับหู ดังนั้นส่วนหูจึงสำคัญมากที่สุด เช่นพนักงาน call center ที่ต้องคอยนั่งรับโทรศัพท์ตลอดทั้งวัน

สำหรับขั้นตอนการทดสอบการได้ยินเสียงของหูนั้นทางเจ้าหน้าที่จะทดสอบตั้งแต่เสียงดังปกติและลดเสียงลงไปเรื่อยๆ

โดยระดับการได้ยินเสียงปกติของคนเราจะอยู่ที่  -10 จนถึง 25 เดซิเบล ซึ่งหากได้ยินเสียงระดับนี้แสดงว่าหูของเราไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่หากการได้ยินเสียงอยู่ในระหว่าง 26-40 เดซิเบล นั้นหมายถึงว่าหูเราเริ่มมีความผิดปกติ แสดงถึงอาการหูตึงเล็กน้อย การได้ยินเสียงจะได้ยินเสียงพูดเบาเบา และเมื่อระดับอยู่ระหว่าง 41-55 เดซิเบล

นั้นหมายถึงหูมีความผิดปกติมากขึ้นเป็นการหูตึงปานกลาง หากระดับเสียงอยู่ระหว่าง56-70 เดซิเบล นั้นหมายถึงหูผิดปกติมากหูตึงมากแล้ว ซึ่งจำเป็นจะต้องพูดด้วยน้ำเสียงที่ดัง จึงจะเข้าใจและหากไปคุยกันในพื้นที่ที่มีคนเยอะแยะจะลำบากมาก หากระดับการได้ยินอยู่ที่ 71-90 แสดงว่าหูมีความผิดปกติเป็นอย่างมากเวลาคุยต้องพูดดังมากมากหรือต้องพูดเสียงตะโกน และหากว่าระดับการได้ยินเกินกว่า 90 เมื่อไหร่นั้นคืออาการของคนหูหนวกจะไม่ได้ยินแม้เสียงจะดังมากแค่ไหนก็ตาม

         อันที่จริงปัจจุบันมีการขาย เครื่องช่วยฟัง หลายแบบและมีระดับซึ่งเมื่อเราเริ่มรู้สึกว่าเราไม่ค่อยได้ยินเสียงเมื่อไหร่ เราก็สามรถเข้ามาทำสอบการใช้เครื่องช่วยฟัง เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิ์ภาพการได้ยินของหูได้เลย โดยที่เราไม่จำเป็นต้องรอจนหูดึงแล้วค่อยมาใช้ก็ได้  แต่คุณต้องเข้าใจว่าเครื่องช่วยฟัง คือเครื่องที่ช่วยให้เราได้ยินเสียงที่ดังชัดเจนขึ้น

ไม่ใช้เครื่องช่วยรักษาหูตึง หรือหูหนวก และการใส่เครื่องช่วยฟังก็ไม่ได้ทำให้เราหูตึงมากไปกว่าเดิม แต่หากเราไม่รีบรักษาอาการหูตึงก็จะยิ่งแย่ลงตามวันเวลา ดังนั้น ในระหว่างที่คุณมีการใช้เครื่องช่วยฟังก็ควรปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการของหูไปด้วย อย่าปล่อยให้สายเกินไปจนกลายเป็นโรคหูหนวกถาวร  

หูหนวกหลังคลอดคืออะไร

สาเหตุของหูหนวกหลังคลอดคืออะไร

          ก่อนหน้านี้เคยอธิบายถึงสาเหตุของความผิดปกติด้านการได้ยินตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ แล้วว่ามีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง  ซึ่งนอกจากเด็กทารกจะมีปัญหาเกี่ยวกับหูตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ได้แล้ว ถึงแม้ตอนคลอดออกมาจะไม่พบความผิดปกติใดๆ

แต่ถ้าหากตอนที่คลอดออกมาแล้ว ทารกอาจพบความผิดปกติในภายหลังได้เช่นเดียว ทั้งนี้สาเหตุใหญ่ที่ทำให้มีความผิดปกติด้านการได้ยินหลังคลอดนั้น มีสาเหตุมาจากการเจ็บไข้ได้ป่วยซึ่งมีหลายโรคที่เมื่อเป็นแล้วจะมีอาการแทรกซ้อนทำให้มีผลกระทบกับการได้ยินของหู  โดยแบ่งโรคต่างๆออกเป็นดังนี้ 

  •  เด็กที่ป่วยด้วยโรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบ อาจมีการอาการแทรกซ้อนของโรคที่มีผลกระทบกับการได้ยินได้
  • เด็กที่ป่วยเป็นโรคมีติดต่อมาจากคนอื่น เช่น การเป็นโรคโรคไข้หวัดใหญ่ คางทูม หัดเยอรมันหรือแม้แต่โรคหัวใจ โรคต่างเหล่านี้หากเรารักษาไม่ถูกต้องหรือไม่ทันกาลจะมีผลกระทบกับการได้ยินเสียงของทารกเหมือนกัน เพราะเชื้อโรคจะแพร่กระจายจากภายในยังโพรงจมูกและมีผลกับหู
  • จากการที่เด็กเป็นโรคที่เกี่ยวกับ คอ หู ปาก จมูกโดยตรงเพราะอวัยวะทั้งหมดเหล่านี้จะมีการเชื่อมต่อถึงกันภายใน ดังนั้นหากจุดใดจุดหนึ่งมีเชื้อโรคจะสามารถลามไปถึงส่วนอื่นได้ด้วย
  • และอีกสาเหตุที่สำคัญคือ การเกิดอุบัติเหตุ เช่น การที่ทารกถูกทำร้าย สมองได้รับความกระทบกระเทือน หรือการตกเปล หรือตกบันได สาเหตุต่างๆเหล่านี้มีผลต่อการได้ยินของลูกน้อยทั้งหมด

จากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เกิดมาจากโรคภัยไข้เจ็บ และเกิดจากการเกิดอุบัติเหตุ

ดังนั้นหากเราต้องการป้องกันไม่ให้บุตรหลานของเราต้องกับปัญหาการได้ยินของหู หรือไม่อยากให้บุตรหลานของเราเป็นโรคหูหนวก จำเป็นที่จะต้องดูแลเอาใจใส่บุตรหลานเป็นอย่างมาก เพราะทารกยังไม่มีภูมิที่แข็งแกร่งพอที่จะต้านทานเชื้อโรคได้

ทางที่ดีที่สุดเมื่อครบกำหนดที่จะต้องฉีดวัคซีน

ควรนำทารกไปฉีดวัคซีนทุกครั้งตามที่แพทย์นัด และหากเวลาบุตรหลานไม่สบาย อย่าพยายามซื้อยาให้เด็กรับประทานเอง ควรพาเด็กไปพบแพทย์จะดีกว่า เพราะเด็กทารกยังไม่สามารถบอกเราได้ว่า เขามีความรู้สึกเจ็บหรือมีปัญหาตรงไหนบ้าง

ดังนั้นในการวิเคราะห์เกี่ยวกับโรคที่เด็กเป็นเราที่ไม่ชำนาญพอจะมีการให้ยาเด็กผิดพลาดซึ่งมีผลกับตัวเด็กเป็นอย่างมาก ควรให้ผู้เชี่ยวชาญ นั่นก็คือให้กุมารแพทย์เป็นผู้รักษาโดยตรง และที่สำคัญสุดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับทารกเราไม่ควรอยู่ห่างจากเด็กทารกเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ มั่นใจว่าหากมีการดูแลที่ดีมากพอทั้งเรื่องโรคภัยและเรื่องอันตรายจากอุบัติเหตุบุตรหลานของเราจะห่างไกลจากโรคหูหนวกแน่นอน

 

ขอขอบคุณเรื่องราวโดย เครื่องช่วยฟัง